ศาสนาทุกข์?

หัวใจของการคงอยู่ของศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธนั้น อยู่บนข้ออ้างที่ว่าศาสนานั้นช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ และคงไม่ค่อยมีใครกล้าตั้งคำถามกับสรรพคุณนี้ของศาสนาเท่าไรนัก…

แต่ทว่าจริงหรือที่ความสัมพันธ์ของศาสนากับความรู้สึกสุขทุกข์นั้นง่ายดังเช่นข้ออ้างนี้ จริงหรือที่ศาสนาคอยดับทุกข์ให้เราอยู่เสมอ เพียงแค่เรายอมหันหน้าเข้าพึ่งพิ่งอ้อมกอดของมัน

…หากลองคิดดูดีๆแล้วเรื่องที่ทุกคนยอมรับประดุจดั่งเป็นสัจธรรมเรื่องนี้อาจไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้

ผมอยากลองเสนอมุมมองต่อความสัมพันธ์ของศาสนากับความทุกข์สุขที่ต่างไปจากเดิมดู โดยข้อเสนอหลักก็คือ 1) ศีลธรรมแบบจารีตของศาสนากลับกลายเป็นต้นตอที่สำคัญชนิดหนึ่งของความทุกข์ในยุคสมัยปัจจุบัน 2) กระบวนการที่ศาสนาช่วยบรรเทาทุกข์ในยุคสมัยใหม่นั้นประกอบไปด้วยการใช้ระเบียบวินัยและความเชื่อที่งมงายเข้าแก้ไขความทุกข์ โดยที่ทั้งสองแนวทางต่างไม่ก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นได้แค่ยาชาหรือกัญชาทางความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น*

ผมเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์นั้นต้องเผชิญกับความทุกข์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุเหล่านั้นอาจประกอบไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด ความอดอยาก และสาเหตุสำคัญหนึ่งของความทุกข์นั้นก็มาจากความรู้สึกผิด

ความรู้สึกผิดนั้นเป็นความทุกข์ที่มาจากความนึกคิดมากกว่าความรู้สึกทางร่างกาย แต่ด้วยการที่มันมาจากความนึกคิดนั่นเองที่ทำให้ความรู้สึกผิดผูกพันโดยตรงกับหลักการที่ตัดสินการกระทำว่าถูกหรือผิด

ซึ่งในแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดจากการใช้เหตุผลเข้าตัดสินว่าทำไมถึงผิด แต่ในอีกแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดมาจากแค่ความรู้สึก”บาป” ซึ่งอาจมาจากแค่การกระทำอะไรบางเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรมประเพณี

แต่ปัญหาก็คือ ในโลกยุคสมัยใหม่นั้นสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอาจทำให้การกระทำที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอยู่บ่อยๆ หลักการเรื่องบาปไม่บาปนั้นอาจถูกกำหนดมาในยุคโบราณด้วยสาเหตุที่เข้ากันกับยุคสมัยนั้นๆ แต่หลักการสำหรับสังคมในอดีตก็อาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยสำหรับสังคมในปัจจุบันไปได้ไม่ยากนัก

สำหรับคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ความยากในชีวิตที่พวกเขาต้องประสบคงเป็นการอยู่ร่วมกับหลักการทางศีลธรรมที่ไม่เข้ากับสภาพของชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางความรู้สึกบาปที่มีอยู่ไปได้ด้วยการฝังตัวเองอยู่กับความเชื่อมากกว่าเหตุผล และด้วยสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกบาปในหัวใจไปได้เลย ชีวิตสมัยใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี ผมเองก็อาจคิดมากไปว่าคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองนั้นมีอยู่มาก ผมอาจลืมไปว่าสังคมที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีก็สามารถลงเอยด้วยการเป็นสังคมปากอย่างใจอย่างหรือมือถือสากปากถือศีลได้ เพราะจริงๆแล้วคนส่วนใหญ่ไม่อาจเคร่งครัดเรื่องศีลธรรมทางศาสนาหรือประพณีกับตัวเองได้สำเร็จ จนต้องไปสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมผ่านการไล่ล่าคนบาป(ที่ไม่ใช่ตัวเอง)กันแทน

และทั้งนี้ ความทุกข์จากการรู้สึกบาปก็คงเป็นแค่สาเหตุหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น โดยที่สาเหตุอื่นๆของความทุกข์ที่สำคัญก็มีอยู่เช่นกัน สาเหตุเหล่านั้นก็เช่นความกลัวกับภาวะไม่แน่นอนของอนาคต ความผิดหวังจากเรื่องที่คาดหวัง หรือแม้กระทั่งความเคียดแค้นในการกระทำของคนอื่น

และด้วยการคงอยู่รอบตัวของความทุกข์เหล่านี้นั่นเอง ศาสนาก็เข้ามาอ้างถึงบทบาทในการดับทุกข์อีกเช่นกัน (และเมื่อประกอบกับการเป็นสาเหตุของความทุกข์ด้วยแล้ว ศาสนาจึงเหมือนชงเองกินเองไปในตัวด้วยส่วนหนึ่ง)

แต่วิธีการดับทุกข์ของศาสนาที่พบกันได้แพร่หลายในความเป็นจริงนั้นประกอบไปด้วยสองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือการเบนความสนใจของมนุษย์เข้าสู่วินัยในการปฏิบัติตัว ส่วนวิธีที่สองคือการกล่อมให้เคลิ้มด้วยความเชื่อที่งมงาย

วิธีแรกคือการมุ่งความสนใจตนเองไปอยู่กับวัตรปฏิบัติ ให้มุ่งความนึกคิดมุ่งสนใจอยู่กับวินัยของร่างกายตนเอง วิธีแบบนี้ก็คือแบบที่เรียกกันว่าการปฏิบัติธรรม

วิธีนี้อาจช่วยให้ลืมความทุกข์ได้ชั่วครั้งคราว เหมือนการฉีดยาชาคลายความเจ็บปวด แต่เมื่อออกจากวัตรปฏิบัติ ก็เหมือนปล่อยให้ยาชาคลายฤทธิ์ลง ความทุกข์ก็จะเดินกลับเข้ามาหาใหม่ ทางออกที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นการเลือกปฏิบัติไปตลอดเลย เช่น การปฏิบัติไปตลอดชีวิต เปลี่ยนตนเองไปเป็นนักบวช แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่ายๆ เพราะการเลือกฉีดยาชาไปตลอดก็คือการเลือกใช้ชีวิตอีกเส้นทางไปเลยเช่นกัน และการคงอยู่ในวินัยที่เคร่งครัดก็เป็นภาระราคาแพงของชีวิต

วิธีปฏิบัติจึงเป็นวิธีที่ต้นทุนสูงและคนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ตลอดรอดฝั่ง ความนิยมในแนวทางปฏิบัตินั้นไม่อาจสู้วิธีที่สองได้ นั้นคือการกล่อมให้เคลิ้มด้วยความเชื่อที่งมงาย

ความรู้สึกบาปหรือความรู้สึกเกรงกลัวในอนาคตที่ไม่แน่นอนนั้นมักจะผลักให้เราต้องไปยึดถือความเชื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว คนที่กลัวชีวิตในอนาคตทั้งในชาตินี้และชาติหน้าก็มักมุ่งหน้าเข้าซื้อบุญจากร้านค้าทางศาสนาด้วยหวังว่าจะช่วยทำหน้าที่ประกันความเสี่ยงได้ และคนที่รู้สึกผิดกับการกระทำก็อาจมุ่งหน้าไปล้างมลฑินให้กับตนเองผ่านการซื้อบุญมาชดเชยได้เช่นกัน

วิธีการที่สองนี้ทำได้ง่ายขอแค่มีเงิน แต่ผลของมันก็ไม่ต่างจากการสูบกัญชา เพราะสิ่งที่ได้มาก็แค่การหลอกตัวเองให้เคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ แถมทำบ่อยๆก็เสพติดในรสชาติของความเคลิบเคลิ้ม ในขณะที่ปัญหาในชีวิตจริงๆก็ไม่ได้หายไปไหน เรื่องที่ทำไปแล้วก็คงอยู่ และความเสี่ยงในอนาคตก็คงอยู่ต่อไป

อย่างไรก็ดี สำหรับสังคมที่ความเสี่ยงในอนาคตสูง และความเชื่อที่งมงายถูกผสมมากับวัฒนธรรมประเพณีอย่างแพร่หลาย โดยที่การศึกษาไม่ได้พัฒนากระบวนการใช้เหตุผล วิธีการนี้ก็คงเป็นที่นิยมมากที่สุด

แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองวิธีก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ได้ อย่างมากก็ช่วยบรรเทาเป็นครั้งคราวเท่านั้น

มาถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วจะจัดการความทุกข์ยังไง?

ข้อเสนอที่ผมมีคือเลิกสนใจกระบวนการทางศาสนาส่วนใหญ่เสีย แล้วหันมาใช้กระบวนการทางเหตุผลแทนที่ สร้างระบบศีลธรรมที่เราเข้าใจมันอย่างแท้จริงว่าทำแต่ละเรื่องไปทำไม และตัวเองสามารถทำมันได้จริงๆ และจัดการกับความทุกข์ผ่านการใช้ชีวิตที่ไม่จมปลักกับตัวเองแต่สร้างความสนใจในสิ่งรอบกายให้มากสิ่งอย่างเป็นมิตร

ธร

___________________________________

*ผมได้ไอเดียในการเขียนเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือเรื่อง The Conquest of Happiness ของ Betrand Russell

การป้องกันรัฐประหาร – ข้อเสนอจาก วรเจตน์ ภาคีรัตน์

เมื่อวานผมได้ไปฟัง อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ อีก 5-6 คน เปิดตัวเว็บไซต์ “นิติราษฎร์” (www.enlightened-jurists.com) และเสวนาเรื่องการเมืองหลังรัฐประหาร.  อ.วรเจตน์ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการป้องกันรัฐประหารในอนาคต ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากเกินไปและหวังผลได้สูง ดังนี้ครับ.

อ.วรเจตน์เริ่มต้นด้วยการบอกว่า การทำรัฐประหารทุกครั้งในอดีตนั้นประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยความแข็งแกร่งทางพละกำลังของตัวคณะรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ให้การรับรองรัฐประหารด้วย. ดังนั้น การป้องกันรัฐประหารจึงอาจทำได้ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญนั้นกำหนด “ห้าม” ไม่ให้สถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ สนับสนุนการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ และต้องกำหนดด้วยว่าสถาบันเหล่านี้มี “หน้าที่” ที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญ. กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดให้องค์กร “ลูกๆ” ที่รัฐธรรมนูญเป็นผู้ให้กำเนิดและให้อำนาจไว้นั้น มีหน้าที่ต้องปกป้อง “แม่” ซึ่งก็คือตัวรัฐธรรมนูญเอง. นี่เป็นการติดอาวุธให้รัฐธรรมนูญสามารถป้องกันตัวเองจากรัฐประหารได้ในทางกฎหมาย.

จากนั้น อ.วรเจตน์ ก็ลงรายละเอียดว่าจะกำหนดให้องค์กรใดบ้างต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ. อ.วรเจตน์ บอกว่ามีสถาบันที่สำคัญอยู่ 2 สถาบันที่สมควรมีหน้าที่ต้องมีหน้าที่ดังกล่าว. อันดับแรกคือ สถาบันพระมหากษัตริย์. การกำหนดในรัฐธรรมนูญว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องทรงมีหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” (เช่นเดียวกับที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรงมีหน้าที่เป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก) จะทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมี “หน้าที่” ที่จะต้องปฏิเสธรัฐประหาร และไม่มีสิทธิลงนามรับรองการยกเลิกรัฐธรรมนูญ. กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกำหนดเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญย่อมหมายความว่า หากพระมหากษัตริย์จะทรงรับรองรัฐประหารเมื่อใด ก็จะต้องทรง “ละเมิด” รัฐธรรมนูญทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์จะทรงทำไม่ได้เลยในระบอบ constitutional monarchy ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ.

อีกหนึ่งสถาบันที่ อ.วรเจตน์ บอกว่าควรถูกกำหนดให้มีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญคือ สถาบันกองทัพ. การกำหนดว่าทหารต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ จะเป็นการทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในกองทัพทำรัฐประหารได้ยากขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใดสั่งการให้กองทัพยึดอำนาจ ทหารระดับปฏิบัติการจะมีสิทธิ(และหน้าที่)ที่จะฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้ทันที เพราะการปฏิบัติตามคำสั่งย่อมขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทันที. การกำหนดในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ย่อมหมายความว่า ทหารคนใดที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ก่อรัฐประหาร ย่อมต้อง “ละเมิด” รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย. การกำหนดคล้ายกันนี้อาจขยายให้ครอบคลุมข้าราชการอื่นๆ ซึ่งจะรวมถึงข้าราชการตำรวจและข้าราชการตุลาการด้วยก็ได้.

อ.วรเจตน์ สรุปว่าการกำหนดในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ เป็นแนวทางป้องกันรัฐประหารในทางกฎหมาย ซึ่งอาจป้องกันรัฐประหารอย่างเด็ดขาดไม่ได้ แต่ก็อาจทำให้สถาบันทางการเมืองรับรองความชอบธรรมของรัฐประหารได้ยากขึ้น. แนวทางการป้องกันรัฐประหารที่จะได้ผลเด็ดขาดจริงๆ คงต้องเป็นการทำให้ประชากรของประเทศมีสำนึกว่าตัวเองเป็นพลเมือง ที่จะต้องปกป้องอำนาจอันชอบธรรมของตัวเองด้วยการปกป้องรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง. ผมคิดว่าแนวทางหลังนี้คงต้องเป็นเป้าหมายระยะยาวขึ้น แต่ก็คงไม่นานเกินรอ เพราะประชาชนไทยวันนี้ ตื่นตัวกับความเป็นพลเมือง และตาสว่างต่อบทบาทขององค์กรทางการเมือง ได้เร็วกว่าที่ผมเคยคิดไว้มากจริงๆ.

ปราชญ์

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

งมงายเรื่อง “ความดี”

ผมเพิ่งได้ยิน ผอ. โรงเรียนแห่งหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์ออกทีวี. เขาบอกว่าเขาจะพยายามทำให้โรงเรียนเขาเป็นโรงเรียนที่สอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ สอนให้เด็กเป็นคนดีมากกว่าคนเก่ง. หลังจาก ผอ. พูดจบ ก็มีประกาศมอบรางวัลนักเรียนคุณธรรมดีเด่น ที่คณะกรรมการตัดสินมาว่าเป็นเด็กดีมีคุณธรรม. แล้วก็ให้เด็กมาพูดว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้างถึงได้รางวัล. เด็กก็พูด (แบบลงจังหวะเท่ากันทุกพยางค์เหมือนเวลาครูสั่งให้เด็กในห้องอ่านหนังสือดังๆ พร้อมกันน่ะครับ) ว่าเขาได้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน ประหยัดอดออม ตั้งใจเรียน …ว่ากันไป


ผมฟังแล้วก็อยากถาม ผอ.โรงเรียนคนนี้อยู่สองอย่างครับ. อย่างแรกผมอยากถามว่า เรื่องความดี คุณธรรมนี่มันมีคณะกรรมการตัดสินกันได้ด้วยหรือว่าใครดีใครไม่ดี? อย่างที่สองก็คือ ที่ ผอ. บอกว่าจะทำให้โรงเรียนสอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ ผอ. หมายถึง “คุณธรรม” แบบของใคร? (แบบของพระเยซูหรือของพระพุทธเจ้า? ของมูฮัมหมัดหรือของโมเสส? ของ Kant หรือของ J.S. Mill? ของนายทักษิณหรือของนายสนธิลิ้ม?) แล้วเอาอะไรมาพิสูจน์ว่า “คุณธรรม” แบบนั้นถูกต้องจริง?


คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญซึ่งไม่เคยโผล่ขึ้นมาในความนึกคิดของ ผอ. เพราะเขาคิดว่า “ความดี” เป็นสิ่ง absolute มีหลักศีลธรรมกำหนดชัดเจน และหลักศีลธรรมเหล่านั้นก็เป็นสัจธรรมที่มีหนึ่งเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง และปราศจากข้อโต้แย้ง. จริงๆ แล้วคนที่คิดอย่าง ผอ. ก็มีเยอะครับ. คนเหล่านี้เชื่อว่าหลักศีลธรรมเป็นหลักที่ประทานมาจากฟ้า หรือเป็นสัจธรรมที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติแล้วมีมนุษย์ผู้ปราดเปรื่องเรืองฤทธิ์ไปค้นพบ แล้วมาบันทึกเป็นคัมภีร์ คล้ายๆ กับที่นิวตันค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุแล้วมาเขียนบันทึกให้คนได้รับรู้. คนที่เชื่ออย่างนี้จึงคิดไปว่าหลักศีลธรรมเหล่านั้นเป็นสัจธรรมที่เป็นจริงทุกยุคทุกสมัยและทุกสภาพสังคม เช่นเดียวกับความจริงทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และเรื่องศีลธรรมก็เป็นเรื่องที่มี “ผู้เชี่ยวชาญ” เขียนตำราออกมาสอนได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์มีนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเขียนตำรามาบอกว่าโลกทำงานอย่างไร.


ผมคิดว่าความเชื่อเกี่ยวกับความดีและศีลธรรมตามที่ผมอธิบายไปข้างบนนั้น เป็นความเชื่อที่งมงายและผิดมหันต์ครับ. ความจริงแล้ว หลักศีลธรรม หรือทฤษฎีเกี่ยวกับความดีนั้น แตกต่างจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่มาก. ในขณะที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกหรือผิดด้วยกระบวนการที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน (นั่นคือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์) ทฤษฎีเกี่ยวกับความดีและศีลธรรม(ว่าการกระทำอะไรดีไม่ดี ใครดีไม่ดี)นั้นไม่มีกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันเลย. ในทำนองเดียวกัน หลักศีลธรรมก็แตกต่างจากทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ด้วย. ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์นั้นมีวิธีการพิสูจน์ด้วยการตรวจสอบว่าทฤษฎีขัดกับ axiom (หลักการพื้นฐานที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน) หรือไม่ แต่หลักศีลธรรมนั้นไม่มี axiom ที่ทุกคนยอมรับร่วมกันมาเป็นพื้นฐานให้พิสูจน์ได้เลย.


ในเมื่อเราไม่มีกระบวนการตัดสินที่ทุกคนยอมรับร่วมกันว่าสิ่งไหนถูกศีลธรรม สิ่งไหนไม่ถูกศีลธรรม คนไหนดี คนไหนไม่ดี เรื่องความดีและศีลธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งกันสูงมาก. ลักษณะของคนดีในความหมายของ ผอ.โรงเรียน น่าจะต้องเป็นคนที่ยึดหลักศีลธรรมแบบไทยๆ บางอย่าง เช่น คนดีต้องประหยัดอดออม ต้องใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” กตัญญู จงรักภักดีต่อชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่. หลักศีลธรรมแบบนี้มีผู้โต้แย้งอยู่นับไม่ถ้วน. มีคนจำนวนมากที่คิดว่าลักษณะของคนดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เป็นลักษณะที่กำหนดว่าใครดีไม่ดีเลย. อย่าว่าแต่หลักศีลธรรมไทยๆ แบบนี้เลยครับ แม้แต่หลักศีลธรรมที่ปกติเราคิดว่าคนทุกสังคมน่าจะเห็นพ้องต้องกัน เช่น หลักที่ว่า “การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี” ก็ยังเป็นที่โต้แย้งอยู่ทุกวันว่าถูกต้องหรือไม่. ดังนั้น เรื่องความดีและศีลธรรมมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเป็นเอกฉันท์ถึงขนาดจะเอามาเขียนเป็นตำรา “คู่มือคนดี” ไว้สอนเด็กสอนผู้ใหญ่ หรือแต่งตั้ง “ผู้เชี่ยวชาญ” มาตัดสินว่าใครดีใครไม่ดีได้หรอก.


ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเร็วๆ นี้ คนไทยจะคิดได้ (เช่นเดียวกับคนอีกครึ่งโลกที่คิดได้ไปแล้ว) ว่าหลักศีลธรรมทั้งหลายก็เป็นแค่สิ่งประดิษฐ์หนึ่งของมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราอยู่กันในสังคมได้อย่างไม่เบียดเบียนกันมากเกินไป ให้แต่ละคนมีเสรีภาพที่จะแสวงหาความสุข ความจริง หรืออะไรก็ตามที่เราอยากได้ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีคนมาฆ่า มาทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา. หลักศีลธรรมไม่ใช่สัจธรรมที่ absolute คงที่ตายตัว มีหนึ่งเดียว และเรื่องความดีและศีลธรรมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ใครดีใครไม่ดี. การเชื่อว่าหลักศีลธรรมเป็นสัจธรรมที่ธรรมชาติหรือพระเจ้าประทานมา และมีคนบางคนที่ “เข้าถึง” สัจธรรมนั้นมากกว่าคนอื่น ย่อมเป็นการเชื่อที่ “งมงาย” ไร้เหตุผล.


ปราชญ์

ประชาชน(เจ้า)ของชาติ

“มันอาจจะถูกที่ใครบอกไว้ ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง…ว่าฉันเป็นใคร Bodyslam

โพสที่แล้วปราชญ์ได้พูดถึงชาติที่ไม่มีประชาชน นำพาให้ผมนึกขึ้นมาถึง Paradox สำคัญของความคิดแบบชาตินิยม ที่ผมจะขอพูดถึงในโพสนี้

ในฐานะคนที่ถูกฝึกมาแบบเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมมักจะมองหาลักษณะร่วมของมนุษย์ในการทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคม* และหากจะมองว่าการเกิดขึ้นของชาตินั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้วที่พวกเขาจะหาทางตั้งหรือจินตนาการกลุ่มก้อนที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะได้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่ม”

พูดง่ายๆว่าถึงไม่มีชาติ ก็มีกลุ่มในลักษณะอื่นๆที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งอยู่ดี เช่น ชุมชน เผ่า แก๊งค์ แฟนหงส์ แฟนผี และแฟนปืนสุดเท่ห์ เป็นต้น

ชาติเองจึงเป็นแค่หนึ่งในลักษณะประดิษฐ์ทางจินตนาการของมนุษย์ที่ถูกสร้างมาตอบสนองความต้องการ”กลุ่ม”ดังกล่าว เป็นกลุ่มที่เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นกลุ่มที่เราจินตนาการลักษณะขึ้นมาว่าเกี่ยวพันกับการอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกันมาเป็นระยะเวลานานจนมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีผู้นำร่วมกัน มีสงครามร่วมกัน เป็นคนกลุ่มที่ผูกพันกันมาแต่โบราณ นานแสนนาน…แสนนาน…แสนนาน (ทั้งที่จริงๆแล้วเหล่ากงเหล่าม่าเพิ่งมาจากเมืองจีนเมื่อร้อยปีที่แล้วกันตรึม)

และจากจุดเริ่มต้นแบบนี้ ถ้าคิดให้ดี ด้วยการที่เราๆก็เป็นคนสร้างจินตนาการของความเป็น “ชาติ” กันขึ้นมาเองแต่แรก แท้จริงแล้วพวกเรานั่นเองไม่ใช่หรือที่ควรจะเป็น “เจ้าของชาติ”

แต่อนิจจา ชูวับบีบาดู อยู่ไปอยู่มา ชาติกลับกลายไปเป็น”เจ้าของเรา”กันเฉยเลย

ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะการจะเป็นรัฐ โดยเฉพาะในสมัยใหม่นั้น ต้องอาศัยจินตนาการความเป็นชาติในการปกครองผู้คน ต้องมีการปลูกฝังและอ้างความเป็นชาติเพื่อให้คนยอมรับและทำตามรัฐ

ชาตินิยมจึงเหมือนกับเป็น “ชิปสั่งการ” ที่ฝังไว้ในสมองเพื่อปกครองคน เพื่อสั่งการให้คนไปทำอะไรมากมายจนถึงขั้นยอมตายได้ “เพื่อชาติ”

ลองคิดดูสิว่าถ้าทหารไม้รู้สึกอินกับชาตินิยมแล้วเขาจะไปรบกันอย่างไร? พี่ไรอันคงงงๆว่ากูจะข้ามมหาสมุทรมารบกับเยอรมันจนหลงทางทำไมฟระ พี่วาสิลีคงไม่รู้ว่าจะไปไล่ซุ่มยิงคนเยอรมันเพื่อรัสเซียไปทำไม และพี่ทหารนาซีคงอยากชวนเพื่อนกองทัพแดงมาก๊งว็อดก้าแก้หนาวกันมากกว่ารบกันหนาวแทบตาย

“ชิปสั่งการ” ที่เรียกว่าชาตินี้ถูกส่งเข้าสายพานการผลิตมาเรื่อยๆ จากยุคที่ชาติรบกัน มาสู่ยุคที่รบกันในชาติ และลักษณะหน้าตาของมันก็เปลี่ยนแปลงตามไป มีมุกใหม่ๆหร้อมเทคโนโลยีประกอบมุกที่แพรวพราวขึ้น จากที่เมื่อก่อนใช้ได้แค่โปสเตอร์ รูปวาด แผ่นเสียง และลูกเสือเด็กเด็กน้อยกับชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นรายการโทรทัศน์ มิวสิควีดีโอ เพลงที่ได้ยินทุกหนแห่ง และลูกเสือไซเบอร์

และจากที่เมื่อก่อนเอาไว้ปลุกให้คนเสียสละไปรบ ทุกวันนี้ก็อาจจะเอาไว้ปิดระบบการคิดของคนไม่ให้แข็งขืนต่อกลุ่มที่มีอำนาจในรัฐ และยังเอาไว้จัดการกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อต้านโครงสร้างอำนาจเดิมๆได้ด้วย ด้วยการใช้ข้ออ้างสุดคลาสสิกว่า “พวกไม่รักชาติ”

ความเป็นชาติในปัจจุบันจึงทำให้เกิด Paradox ที่สำคัญ Paradox ที่ว่าก็คือ “การที่จริงๆแล้วคนเป็นเจ้าของจินตนาการความเป็นชาติ แต่สุดท้ายจินตนาการความเป็นชาติกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตคน”

แต่ถึงจะอย่างไร ขอมองโลกในแง่ดีบ้าง ผมคิดว่าความเป็นเจ้าของชีวิตของชาติก็กำลังจะถึงยุคเสื่อมแล้วเช่นกัน ทั้งนี้เพราะผมเดาเอาว่าคนที่เริ่มสงสัยกับความเป็นเจ้าของชีวิตของชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วแบบก้าวกระโดด

ปัจจุบันโลกของทุกคนก้าวไกลไปกว่าสังคมที่อยู่กันแค่ในขอบเขตของชาติเดียวเยอะ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและการเดินทาง เรามีโอกาสมากมายที่จะได้ขยายความเป็นเจ้าของอัตลักษณ์อื่นๆที่ไม่ใช่แค่อัตลักษณ์ความเป็นชาติ

เรามีโอกาสจะเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน นักเรียนลอนดอน สมาชิกกลุ่มคนรักโอบามา แนวร่วมผู้พิทักษ์แพนด้าแห่งโลก ฯลฯ อัตลักษณ์เหล่านี้ล้วนเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา และเราก็สามารถเรียนรู้ได้ว่าเรานั่นล่ะที่เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ต่างๆเหล่านี้ เราเป็นคน”เลือก”มันมาเป็นเจ้าของ และเราก็เป็นเจ้าของมันได้หลายๆอันในเวลาเดียวกัน

ด้วยการขยับขยายและการพริ้วไหวของอัตลักษณ์ในยุคสมัยใหม่ การเป็นเจ้าของชีวิตของชาติจึงเป็นเหมือนสิ่งประดิษฐ์ที่รอวันตกยุค เหมือนทีมฟุตบอลที่เคยมีอดีตอันยิ่งใหญ่แต่ทุกวันนี้รอวันตกชั้นเช่น Liverpool เอ้ย..สะกดผิด ผมหมายถึง Blackpool

ผมหวังว่าการลุกขึ้นคลุ้มคลั่งความเป็นชาติของคนไทยบางกลุ่มในทุกวันนี้จะเป็นแค่การกระเสือกกระสนเฮือกสุดท้ายก่อนหมดลมของลัทธิคลั่งชาติ และในไม่ช้าชาติจะกลับกลายไปเป็นแค่อัตลักษณ์หนึ่งในอีกร้อยพันอัตลักษณ์ที่คนไทยเป็นเจ้าของ แต่แน่นอน จะช้าเร็วหรือจะยากง่ายคงก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจในสังคมจะยอมเรียนรู้และปรับตัวกับการใช้เครื่องมือนี้มากขนาดไหน และขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมจะพยายามเรียนรู้ปัญหาความคับแคบของอัตลักษณ์ที่กักขังชีวิตเราอยู่ในทุกวันนี้มากขนาดไหนเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยแล้ว ไม่แน่..วันที่ประชาชนไม่ได้เป็น”ของชาติ” แต่ประชาชนเป็น”เจ้าของชาติ” อาจจะมาถึงในช่วงชีวิตผมก็ได้

ธร

—————————-

*แนะนำนิดนึง สัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมุมมองต่อมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ มองว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติพื้นฐานที่เหมือนๆกันคือเป็น rational man ที่ตอบสนองแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ สัตว์เศรษฐกิจล้วนเป็นมนุษย์ไร้สัญชาติกันน่ะครับ ฉะนั้น การเกิดที่ไหนก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์คนใดเป็นสัตว์พิเศษได้ นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่อินเรื่องความเป็นไทยโปรดทราบ

ชาติที่ไร้ประชาชน

ผมเขียนโน๊ตนี้เป็น tribute ให้เจ้าของหนังสือ The Song Before It Is Sung ที่ผมยืมมาอ่าน (นานแล้วยังไม่ได้คืน) และเป็นเจ้าของไอเดียอีกมากมายที่ผมรับเอามาเป็นของตัวเอง. ตลอดเวลา 3 ปีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเขา เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดผมมากที่สุดคนหนึ่ง. เขาคือคนที่เขียนบล๊อกนี้กับผมนี่แหละครับ.

—————————————–

“เขามีสำนึกต่อหน้าที่อันแรงกล้าต่อชาติเยอรมนี ไม่ใช่เยอรมนีที่เราเห็นนี้หรอกนะ แต่เป็นเยอรมนีที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติเยอรมนีในภพภูมิอุดมคติ.” — จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright

ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยหรอกครับที่มีคนคิดว่า “ชาติ” เป็นสิ่งสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่กว่าแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมกัน. แต่ในประเทศไทยนี้ดูจะมีคนจำนวนมากเป็นพิเศษที่คิดว่า “ชาติ” เป็นสิ่งที่ตัดขาดจาก “ประชาชน” ที่อยู่ในชาติ. ในเมื่อทุกครั้งที่เราได้ยินเพลงชาติในทีวี เราเห็นภาพของธงไตรรงค์ ขวานทอง พระพุทธรูป อนุสาวรีย์ และพระมหากษัตริย์   (ทั้งๆ ที่ในเนื้อเพลงชาติไม่มีคำว่า “ศาสน์” หรือ “กษัตริย์” เลย) แต่ไม่มีภาพของประชาชนอยู่ให้เห็นเลย ก็คงง่ายนะครับที่คนจะลืมไปว่าจริงๆ แล้วประชาชนคือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของ “ชาติ”.

ความเชื่อทีว่าชาติเป็นสิ่งสูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแยกขาดจากประชาชนนี่แหละที่ทำให้คนจำนวนมากพูดได้อย่างหน้าตาเฉยว่าตัวเอง “รักชาติ” ทั้งๆ ที่ตัวเองรังเกียจ เกลียดชัง หรือแม้แต่สาปแช่งประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ. เขาสามารถพูดได้อย่างภูมิใจว่าเขาได้ทำอะไรบางอย่าง “เพื่อชาติ” ทั้งๆ ที่การกระทำของเขาไม่ได้สร้างประโยชน์แก่ประชาชนเลย. เขาเชื่อว่า “ชาติ” สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ในขณะที่ประชาชนของประเทศถูกกดขี่. คนเหล่านี้มองไม่เห็นความขัดแย้งภายในความเชื่อเหล่านี้ของเขา เพราะสำหรับเขาแล้ว “ชาติ” นั้นเป็นอิสระจากประชาชน และความรุ่งเรืองเกรียงไกรของชาติก็เป็นอิสระจากความอยู่ดีกินดีและเสรีภาพของประชาชน. เวลาเขาพูดว่าเขาทำเพื่อชาติ ชาติที่เขาหมายถึงนั้นจึงไม่ใช่ชาติที่เราเห็นกันนี้ แต่เป็นชาติที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติในภพภูมิอุดมคติ.

—————————————–

“คำว่า ‘รักชาติ’ เป็นคำสกปรกสำหรับคนในอ๊อกซ์ฟอร์ด. เขาเรียกกันว่าอะไรนะ ‘ที่พึ่งสุดท้ายของคนโฉด’?” – จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright

ในความเป็นจริงแล้ว “ชาติ” ไม่ได้อยู่นอกเหนือภพภูมิของมนุษย์หรอก และมันก็ผูกติดอยู่กับประชาชนที่สร้างมันขึ้นมาด้วยการรวมกลุ่มกัน พอๆ กับที่คำว่า “ชุมชน” ผูกติดอยู่กับกลุ่มคนที่รวมตัวกันเป็นมันขึ้นมานั่นแหละ. จริงอยู่ที่ชาติเป็นมากกว่ากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรวมกัน เพราะมันรวมถึงความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างคนเหล่านั้นและสถาบันที่เป็นผลผลิตของความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชาติจะคงอยู่ได้โดยปราศจากประชาชนในชาติ. ประชาชนยังคงเป็นองค์ประกอบหลัก (และอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด) ของชาติอยู่ดี. นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถ “รักชาติ” ได้ถ้าเราไม่ “รักประชาชน” และเมื่อใดที่เรากดขี่ทำร้ายประชาชนก็ย่อมหมายความว่าเรากำลังทำร้ายชาติอยู่พร้อมกัน.

นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมคำว่า “รักชาติ” จึงเป็น “คำสกปรก” ในหมู่ปัญญาชนอ๊อกซ์ฟอร์ดยุคหนึ่ง อย่างที่ Cartwright กล่าว (ถ้าเขาพูดจริงน่ะนะ). กล่าวคือ เพราะมันมักถูกใช้อย่างมือถือสากปากถือศีลอยู่เสมอ(ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)โดยคนที่ไม่ได้รักประชาชนหรือตั้งใจทำเพื่อประชาชนเลย. คนเหล่านี้คิดว่าเขาทำดีได้โดยการทำเพื่อชาติ ชาติที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแยกขาดจากมนุษย์เพื่อนร่วมสังคม. คนเหล่านี้ในแง่หนึ่งคือคนที่สนใจทำเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าจะสนใจทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์. เขามักใช้คำว่า “รักชาติ” เป็นโล่ปกป้องตัวเองจากคำวิจารณ์ว่าเขาสนใจสิ่งอุปโลกน์มากกว่าเพื่อนมนุษย์ เป็นที่พักพิงที่ช่วยให้เขาปลอดภัยจากคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ.

ครั้งหน้าเวลาเจอนักการเมือง ทหาร นักเคลื่อนไหว ราษฎรอาวุโส หรือผู้มีบารมี ที่บอกว่าตัวเองรักชาติ ทำเพื่อชาติ แต่กดขี่ทำร้ายประชาชน ก็อย่าลืมช่วยกันถามเขาหน่อยนะครับว่า “ชาติที่ไร้ประชาชน” นี่มันเป็นยังไงหรือ?

by ปราชญ์

“8 ธันวา”

วันเกิดเป็นวันที่สำคัญสำหรับผู้คนอย่างแปลกประหลาด แน่นอนว่าไม่มีใครจำอะไรได้ในวันที่เราลืมตามาดูโลกเป็นวันแรก แม้กระนั้นเราก็ยังให้ความสำคัญกับมันประหนึ่งว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แสนยิ่งใหญ่อันควรระลึกถึง

ในแง่หนึ่งผมก็พอเข้าใจได้อยู่ว่าทำไมวันเกิดถึงสำคัญ เพราะเราอาจไม่รู้เลยว่าชีวิตเราล่วงเลยไปถึงขนาดไหนแล้วถ้าเราไม่มีวันเกิดมาให้เราคอยนับอายุ นอกจากนี้การมีวันเกิดยังทำให้เรายังมีฝั่งให้ว่ายเข้าหาในแต่ละปี ประหนึ่งเหมือนกับเราซอยชีวิตเราย่อยๆเป็นคอร์สเล็กๆ จึงไม่แปลกกระมังที่พอวันเกิดผ่านเวียนเข้ามา สิ่งที่พวกเรามักจะทำกันก็คือตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตของตัวเองในช่วงอายุถัดไป

ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมเองเป็นคนนึงที่คิดว่าคนเราให้ความสำคัญและจริงจังกับวันเกิดกันมากไป โดยเฉพาะเวลาที่เห็นคนต้องมาจัดงานวันเกิดใหญ่โต หรือต้องเศร้าโศกเมื่อมีคนที่รู้จักลืมวันเกิด

ผมเคยคุยกับรุ่นพี่ที่สนิทกันถึงคนสมัยก่อนว่าเขาจำวันเกิดกันอย่างไร รุ่นพี่ท่านนั้นเล่าให้ฟังถึงน้าของเขาคนหนึ่งที่จำได้แค่ว่าตัวเองเกิดวันสาตรจีน ทำให้วันเกิดของเขาในแต่ละปีไม่เหมือนกัน เพราะต้องผันแปรไปตามปฏิทินจีน

ก็นั่นล่ะครับ ผมว่าเราจะไปหยิบเอาวันไหนมาให้ความหมายก็คงทำได้ไม่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็น “วันนั้นของปี” ตามปฏิทินสมัยใหม่หรอก

แต่ทั้งนี้ ที่ผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับวันเกิดมากมาย ก็อาจจะเป็นเพราะชีวิตผมเองไม่ค่อยมีโอกาสได้มีการฉลองวันเกิดดีๆอย่างที่คนอื่นๆเขามีกัน ผมจำได้ว่าตอนเล็กๆยังเคยมีโอกาสอยู่ครั้งสองครั้ง แต่หลังจากนั้นผมต้องไปอยู่โรงเรียนประจำเป็นสิบปี และวันเกิดผมก็ดันไปตรงกับช่วงที่ต้องนอนอยู่ที่โรงเรียนเสมอๆ และแน่นอน ไม่ค่อยมีใครสนใจหรอกว่าใครเกิดวันไหนกันบ้างในโรงเรียนประจำชายล้วน นี่ยังไม่รวมว่าถึงจะสนใจก็ไม่คิดว่าจะต้องทำอะไรให้กันอยู่ดี

แต่มา ณ วันนี้คนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องวันเกิดอย่างผม กลับสนใจที่จะเขียนบล็อคโดยตั้งชื่อมันเป็นวันเกิด มันต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ๆ…

…………………………………..

คงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต ที่คนเราจะมีโอกาสได้วนเวียนไปรู้จักกับคนที่เกิดวันเดียวกันกับตัวเอง

…และคงมีโอกาสน้อยลงไปอีกที่ใครจะมีโอกาสได้สนิทสนมกับคนที่เกิดวันเดียวกันกับตัวเอง

ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสนั้น!

ในฤดูหนาวของประเทศเกาะไร้หอยเมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว อยู่ดีๆก็มีบุรุษท่านหนึ่งแวะเวียนเข้ามาให้ผมรู้จัก ขอสารภาพว่าผมจำไม่ได้ว่าเจอกับเขาครั้งแรกที่ไหนและเมื่อไหร่ จำได้แค่ว่าเขาเคยยืมหนังสือเล่มโปรดของผมไปอ่าน หนังสือเล่มนั้นคือ Development as Freedom ของ Amartya Sen (จะว่าไปอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ต่อชีวิตผมก็เยอะอยู่ เพราะมันชักชวนให้ผมเลือกเรียนอย่างที่ทุกวันนี้ผมเรียนอยู่ไม่จบซักที แต่ไม่รู้ Sen จะรู้สึกอย่างไรหากรู้ว่า…เวอร์ชันที่ผมมีมันเป็นหนังสือ”ซีรอกซ์”ครับผม ของจริงผมยังไม่มีอ่ะ ขอโทษคร้าบบบ Prof. Sen)

หลังจากนั้นผมก็เจอเขาบ้าง แต่ผมดันจำอะไรช่วงที่ชีวิตผมมาเรียนแหลกแทบตายใหม่ๆอยู่ที่เกาะไร้หอยแห่งนี้ไม่ค่อยได้ จำได้แต่โต๊ะกับหนังสือ (และสาวๆสวยๆบ้าง ฮ่าๆ) รู้สึกว่าจะมาจำเขาได้ดีก็ตอนผมมีเฟซบุ้ค แล้วบุรุษท่านนี้แวะเวียนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น …ซึ่งก็น่าตลก เพราะจริงๆอยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร เดินหากันเดี๋ยวเดียวก็ถึง แต่ดันเริ่มรู้จักกันจริงๆผ่านเฟซบุ้ค (ประมาณว่า ถ้าเกิดเร็วกว่านี้ซักสามสี่ปีอาจไม่ได้รู้จักกันซะแล้ว)

และยิ่งรู้จักไปก็ยิ่งเห็นความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าบุรุษท่านนี้เป็นหนึ่งในคนรุ่นหนุ่ม(กว่า)ที่ผมว่า outstanding ทางความคิดที่สุดที่ผมเคยเจอ ผมรู้สึกว่าการคุยกับเขาเป็นเรื่องท้าทายอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนชอบคิดแล้ว การมีคนคุยด้วยแบบนี้เป็นเหมือนพรจากสวรรค์ทีเดียว

พอสนิทกันไปซักพัก ผมเลยรู้ความจริงๆแปลกๆเข้าว่าเขาคนนี้เกิดวันเดียวกับผม

“และความรู้สึกว่าเรื่องบังเอิญบางเรื่องอาจมีความหมายมากกว่าความบังเอิญก็เกิดขึ้น”

ผมไม่เคยเชื่อว่าการเอาวันเกิดไปดูดวงจะทำให้เรารู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตได้ เพราะไม่งั้นเราคงต้องค้นพบว่าคนที่เจอประสบการณ์อะไรเหมือนๆเราต้องมีวันเกิดเดียวกันกับเรา ซึ่งพอดีผมเกิดวันเดียวกับพี่เบิร์ด ธงไชย และแม้จะชื่อขึ้นต้นด้วย ธ.ธง เหมือนกัน แต่ผมร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลย(เว้ย)

ถึงกระนั้นก็เถอะ การที่อยู่ดีๆได้มาสนิทกับคนที่เกิดวันเดียวกันก็ดูเป็นความบังเอิญที่ผมรู้สึกพิเศษเป็นครั้งคราวที่เดียว

(อย่างไรก็ดี ผมขอยอมรับอย่างคนไม่โรแมนติกว่า ผมคิดว่ามันก็แค่บังเอิญเท่านั้น ส่วนความพิเศษนั้นผมน่าจะพยายามสร้างมันขึ้นมาเอง แต่ก็นั่นล่ะ การให้ความหมายกับวันเกิดหรือแม้กระทั่งระบบการนับวันเดือนปีก็เป็นแค่เรื่องพิเศษที่มนุษย์แต่งขึ้นมาเองเหมือนกัน)

และพอได้รับคำชวนจากบุรุษผู้เกิดวันเดียวกันให้มาเขียนบล็อคด้วยกัน ชื่อแรกๆที่ผมนึกออกมาได้ว่าเหมาะจะเป็นชื่อบล็อคก็คือชื่อวันเกิดนี่ล่ะ

และนั้นก็เป็นที่มาของชื่อ “8 ธันวา” ที่ๆคนสองคนที่เกิดวันในวันดังกล่าวจะมาลองพูดคุยกันสองต่อสองโดยที่คนทั้งโลกอยากจะเข้ามาดูเมื่อไรก็ได้

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสนทนาของเราจะนำความบันเทิงและอาการปวดหัวมาให้กับคนอ่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

…และถ้าท่านเริ่มปวดหัวเพราะอ่านบล็อคนี้เมื่อไร ผมก็ขอยกความดีความชอบให้กับบุรุษท่านนั้นที่ชวนผมมาเขียนบล็อคด้วย เขาชื่อ “ปราชญ์” ครับ

ธร