ชาติที่ไร้ประชาชน

ผมเขียนโน๊ตนี้เป็น tribute ให้เจ้าของหนังสือ The Song Before It Is Sung ที่ผมยืมมาอ่าน (นานแล้วยังไม่ได้คืน) และเป็นเจ้าของไอเดียอีกมากมายที่ผมรับเอามาเป็นของตัวเอง. ตลอดเวลา 3 ปีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเขา เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดผมมากที่สุดคนหนึ่ง. เขาคือคนที่เขียนบล๊อกนี้กับผมนี่แหละครับ.

—————————————–

“เขามีสำนึกต่อหน้าที่อันแรงกล้าต่อชาติเยอรมนี ไม่ใช่เยอรมนีที่เราเห็นนี้หรอกนะ แต่เป็นเยอรมนีที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติเยอรมนีในภพภูมิอุดมคติ.” — จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright

ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยหรอกครับที่มีคนคิดว่า “ชาติ” เป็นสิ่งสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่กว่าแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมกัน. แต่ในประเทศไทยนี้ดูจะมีคนจำนวนมากเป็นพิเศษที่คิดว่า “ชาติ” เป็นสิ่งที่ตัดขาดจาก “ประชาชน” ที่อยู่ในชาติ. ในเมื่อทุกครั้งที่เราได้ยินเพลงชาติในทีวี เราเห็นภาพของธงไตรรงค์ ขวานทอง พระพุทธรูป อนุสาวรีย์ และพระมหากษัตริย์   (ทั้งๆ ที่ในเนื้อเพลงชาติไม่มีคำว่า “ศาสน์” หรือ “กษัตริย์” เลย) แต่ไม่มีภาพของประชาชนอยู่ให้เห็นเลย ก็คงง่ายนะครับที่คนจะลืมไปว่าจริงๆ แล้วประชาชนคือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของ “ชาติ”.

ความเชื่อทีว่าชาติเป็นสิ่งสูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแยกขาดจากประชาชนนี่แหละที่ทำให้คนจำนวนมากพูดได้อย่างหน้าตาเฉยว่าตัวเอง “รักชาติ” ทั้งๆ ที่ตัวเองรังเกียจ เกลียดชัง หรือแม้แต่สาปแช่งประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ. เขาสามารถพูดได้อย่างภูมิใจว่าเขาได้ทำอะไรบางอย่าง “เพื่อชาติ” ทั้งๆ ที่การกระทำของเขาไม่ได้สร้างประโยชน์แก่ประชาชนเลย. เขาเชื่อว่า “ชาติ” สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ในขณะที่ประชาชนของประเทศถูกกดขี่. คนเหล่านี้มองไม่เห็นความขัดแย้งภายในความเชื่อเหล่านี้ของเขา เพราะสำหรับเขาแล้ว “ชาติ” นั้นเป็นอิสระจากประชาชน และความรุ่งเรืองเกรียงไกรของชาติก็เป็นอิสระจากความอยู่ดีกินดีและเสรีภาพของประชาชน. เวลาเขาพูดว่าเขาทำเพื่อชาติ ชาติที่เขาหมายถึงนั้นจึงไม่ใช่ชาติที่เราเห็นกันนี้ แต่เป็นชาติที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติในภพภูมิอุดมคติ.

—————————————–

“คำว่า ‘รักชาติ’ เป็นคำสกปรกสำหรับคนในอ๊อกซ์ฟอร์ด. เขาเรียกกันว่าอะไรนะ ‘ที่พึ่งสุดท้ายของคนโฉด’?” – จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright

ในความเป็นจริงแล้ว “ชาติ” ไม่ได้อยู่นอกเหนือภพภูมิของมนุษย์หรอก และมันก็ผูกติดอยู่กับประชาชนที่สร้างมันขึ้นมาด้วยการรวมกลุ่มกัน พอๆ กับที่คำว่า “ชุมชน” ผูกติดอยู่กับกลุ่มคนที่รวมตัวกันเป็นมันขึ้นมานั่นแหละ. จริงอยู่ที่ชาติเป็นมากกว่ากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรวมกัน เพราะมันรวมถึงความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างคนเหล่านั้นและสถาบันที่เป็นผลผลิตของความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชาติจะคงอยู่ได้โดยปราศจากประชาชนในชาติ. ประชาชนยังคงเป็นองค์ประกอบหลัก (และอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด) ของชาติอยู่ดี. นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถ “รักชาติ” ได้ถ้าเราไม่ “รักประชาชน” และเมื่อใดที่เรากดขี่ทำร้ายประชาชนก็ย่อมหมายความว่าเรากำลังทำร้ายชาติอยู่พร้อมกัน.

นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมคำว่า “รักชาติ” จึงเป็น “คำสกปรก” ในหมู่ปัญญาชนอ๊อกซ์ฟอร์ดยุคหนึ่ง อย่างที่ Cartwright กล่าว (ถ้าเขาพูดจริงน่ะนะ). กล่าวคือ เพราะมันมักถูกใช้อย่างมือถือสากปากถือศีลอยู่เสมอ(ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)โดยคนที่ไม่ได้รักประชาชนหรือตั้งใจทำเพื่อประชาชนเลย. คนเหล่านี้คิดว่าเขาทำดีได้โดยการทำเพื่อชาติ ชาติที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแยกขาดจากมนุษย์เพื่อนร่วมสังคม. คนเหล่านี้ในแง่หนึ่งคือคนที่สนใจทำเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าจะสนใจทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์. เขามักใช้คำว่า “รักชาติ” เป็นโล่ปกป้องตัวเองจากคำวิจารณ์ว่าเขาสนใจสิ่งอุปโลกน์มากกว่าเพื่อนมนุษย์ เป็นที่พักพิงที่ช่วยให้เขาปลอดภัยจากคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ.

ครั้งหน้าเวลาเจอนักการเมือง ทหาร นักเคลื่อนไหว ราษฎรอาวุโส หรือผู้มีบารมี ที่บอกว่าตัวเองรักชาติ ทำเพื่อชาติ แต่กดขี่ทำร้ายประชาชน ก็อย่าลืมช่วยกันถามเขาหน่อยนะครับว่า “ชาติที่ไร้ประชาชน” นี่มันเป็นยังไงหรือ?

by ปราชญ์

Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s