“มันอาจจะถูกที่ใครบอกไว้ ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง…ว่าฉันเป็นใคร“ Bodyslam
โพสที่แล้วปราชญ์ได้พูดถึงชาติที่ไม่มีประชาชน นำพาให้ผมนึกขึ้นมาถึง Paradox สำคัญของความคิดแบบชาตินิยม ที่ผมจะขอพูดถึงในโพสนี้
ในฐานะคนที่ถูกฝึกมาแบบเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมมักจะมองหาลักษณะร่วมของมนุษย์ในการทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคม* และหากจะมองว่าการเกิดขึ้นของชาตินั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้วที่พวกเขาจะหาทางตั้งหรือจินตนาการกลุ่มก้อนที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะได้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่ม”
พูดง่ายๆว่าถึงไม่มีชาติ ก็มีกลุ่มในลักษณะอื่นๆที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งอยู่ดี เช่น ชุมชน เผ่า แก๊งค์ แฟนหงส์ แฟนผี และแฟนปืนสุดเท่ห์ เป็นต้น
ชาติเองจึงเป็นแค่หนึ่งในลักษณะประดิษฐ์ทางจินตนาการของมนุษย์ที่ถูกสร้างมาตอบสนองความต้องการ”กลุ่ม”ดังกล่าว เป็นกลุ่มที่เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นกลุ่มที่เราจินตนาการลักษณะขึ้นมาว่าเกี่ยวพันกับการอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกันมาเป็นระยะเวลานานจนมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีผู้นำร่วมกัน มีสงครามร่วมกัน เป็นคนกลุ่มที่ผูกพันกันมาแต่โบราณ นานแสนนาน…แสนนาน…แสนนาน (ทั้งที่จริงๆแล้วเหล่ากงเหล่าม่าเพิ่งมาจากเมืองจีนเมื่อร้อยปีที่แล้วกันตรึม)
และจากจุดเริ่มต้นแบบนี้ ถ้าคิดให้ดี ด้วยการที่เราๆก็เป็นคนสร้างจินตนาการของความเป็น “ชาติ” กันขึ้นมาเองแต่แรก แท้จริงแล้วพวกเรานั่นเองไม่ใช่หรือที่ควรจะเป็น “เจ้าของชาติ”
แต่อนิจจา ชูวับบีบาดู อยู่ไปอยู่มา ชาติกลับกลายไปเป็น”เจ้าของเรา”กันเฉยเลย
ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะการจะเป็นรัฐ โดยเฉพาะในสมัยใหม่นั้น ต้องอาศัยจินตนาการความเป็นชาติในการปกครองผู้คน ต้องมีการปลูกฝังและอ้างความเป็นชาติเพื่อให้คนยอมรับและทำตามรัฐ
ชาตินิยมจึงเหมือนกับเป็น “ชิปสั่งการ” ที่ฝังไว้ในสมองเพื่อปกครองคน เพื่อสั่งการให้คนไปทำอะไรมากมายจนถึงขั้นยอมตายได้ “เพื่อชาติ”
ลองคิดดูสิว่าถ้าทหารไม้รู้สึกอินกับชาตินิยมแล้วเขาจะไปรบกันอย่างไร? พี่ไรอันคงงงๆว่ากูจะข้ามมหาสมุทรมารบกับเยอรมันจนหลงทางทำไมฟระ พี่วาสิลีคงไม่รู้ว่าจะไปไล่ซุ่มยิงคนเยอรมันเพื่อรัสเซียไปทำไม และพี่ทหารนาซีคงอยากชวนเพื่อนกองทัพแดงมาก๊งว็อดก้าแก้หนาวกันมากกว่ารบกันหนาวแทบตาย
“ชิปสั่งการ” ที่เรียกว่าชาตินี้ถูกส่งเข้าสายพานการผลิตมาเรื่อยๆ จากยุคที่ชาติรบกัน มาสู่ยุคที่รบกันในชาติ และลักษณะหน้าตาของมันก็เปลี่ยนแปลงตามไป มีมุกใหม่ๆหร้อมเทคโนโลยีประกอบมุกที่แพรวพราวขึ้น จากที่เมื่อก่อนใช้ได้แค่โปสเตอร์ รูปวาด แผ่นเสียง และลูกเสือเด็กเด็กน้อยกับชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นรายการโทรทัศน์ มิวสิควีดีโอ เพลงที่ได้ยินทุกหนแห่ง และลูกเสือไซเบอร์
และจากที่เมื่อก่อนเอาไว้ปลุกให้คนเสียสละไปรบ ทุกวันนี้ก็อาจจะเอาไว้ปิดระบบการคิดของคนไม่ให้แข็งขืนต่อกลุ่มที่มีอำนาจในรัฐ และยังเอาไว้จัดการกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อต้านโครงสร้างอำนาจเดิมๆได้ด้วย ด้วยการใช้ข้ออ้างสุดคลาสสิกว่า “พวกไม่รักชาติ”
ความเป็นชาติในปัจจุบันจึงทำให้เกิด Paradox ที่สำคัญ Paradox ที่ว่าก็คือ “การที่จริงๆแล้วคนเป็นเจ้าของจินตนาการความเป็นชาติ แต่สุดท้ายจินตนาการความเป็นชาติกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตคน”
แต่ถึงจะอย่างไร ขอมองโลกในแง่ดีบ้าง ผมคิดว่าความเป็นเจ้าของชีวิตของชาติก็กำลังจะถึงยุคเสื่อมแล้วเช่นกัน ทั้งนี้เพราะผมเดาเอาว่าคนที่เริ่มสงสัยกับความเป็นเจ้าของชีวิตของชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วแบบก้าวกระโดด
ปัจจุบันโลกของทุกคนก้าวไกลไปกว่าสังคมที่อยู่กันแค่ในขอบเขตของชาติเดียวเยอะ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและการเดินทาง เรามีโอกาสมากมายที่จะได้ขยายความเป็นเจ้าของอัตลักษณ์อื่นๆที่ไม่ใช่แค่อัตลักษณ์ความเป็นชาติ
เรามีโอกาสจะเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน นักเรียนลอนดอน สมาชิกกลุ่มคนรักโอบามา แนวร่วมผู้พิทักษ์แพนด้าแห่งโลก ฯลฯ อัตลักษณ์เหล่านี้ล้วนเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา และเราก็สามารถเรียนรู้ได้ว่าเรานั่นล่ะที่เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ต่างๆเหล่านี้ เราเป็นคน”เลือก”มันมาเป็นเจ้าของ และเราก็เป็นเจ้าของมันได้หลายๆอันในเวลาเดียวกัน
ด้วยการขยับขยายและการพริ้วไหวของอัตลักษณ์ในยุคสมัยใหม่ การเป็นเจ้าของชีวิตของชาติจึงเป็นเหมือนสิ่งประดิษฐ์ที่รอวันตกยุค เหมือนทีมฟุตบอลที่เคยมีอดีตอันยิ่งใหญ่แต่ทุกวันนี้รอวันตกชั้นเช่น Liverpool เอ้ย..สะกดผิด ผมหมายถึง Blackpool
ผมหวังว่าการลุกขึ้นคลุ้มคลั่งความเป็นชาติของคนไทยบางกลุ่มในทุกวันนี้จะเป็นแค่การกระเสือกกระสนเฮือกสุดท้ายก่อนหมดลมของลัทธิคลั่งชาติ และในไม่ช้าชาติจะกลับกลายไปเป็นแค่อัตลักษณ์หนึ่งในอีกร้อยพันอัตลักษณ์ที่คนไทยเป็นเจ้าของ แต่แน่นอน จะช้าเร็วหรือจะยากง่ายคงก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจในสังคมจะยอมเรียนรู้และปรับตัวกับการใช้เครื่องมือนี้มากขนาดไหน และขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมจะพยายามเรียนรู้ปัญหาความคับแคบของอัตลักษณ์ที่กักขังชีวิตเราอยู่ในทุกวันนี้มากขนาดไหนเช่นกัน
สำหรับประเทศไทยแล้ว ไม่แน่..วันที่ประชาชนไม่ได้เป็น”ของชาติ” แต่ประชาชนเป็น”เจ้าของชาติ” อาจจะมาถึงในช่วงชีวิตผมก็ได้
ธร
—————————-
*แนะนำนิดนึง สัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมุมมองต่อมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ มองว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติพื้นฐานที่เหมือนๆกันคือเป็น rational man ที่ตอบสนองแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ สัตว์เศรษฐกิจล้วนเป็นมนุษย์ไร้สัญชาติกันน่ะครับ ฉะนั้น การเกิดที่ไหนก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์คนใดเป็นสัตว์พิเศษได้ นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่อินเรื่องความเป็นไทยโปรดทราบ