งมงายเรื่อง “ความดี”

ผมเพิ่งได้ยิน ผอ. โรงเรียนแห่งหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์ออกทีวี. เขาบอกว่าเขาจะพยายามทำให้โรงเรียนเขาเป็นโรงเรียนที่สอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ สอนให้เด็กเป็นคนดีมากกว่าคนเก่ง. หลังจาก ผอ. พูดจบ ก็มีประกาศมอบรางวัลนักเรียนคุณธรรมดีเด่น ที่คณะกรรมการตัดสินมาว่าเป็นเด็กดีมีคุณธรรม. แล้วก็ให้เด็กมาพูดว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้างถึงได้รางวัล. เด็กก็พูด (แบบลงจังหวะเท่ากันทุกพยางค์เหมือนเวลาครูสั่งให้เด็กในห้องอ่านหนังสือดังๆ พร้อมกันน่ะครับ) ว่าเขาได้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน ประหยัดอดออม ตั้งใจเรียน …ว่ากันไป


ผมฟังแล้วก็อยากถาม ผอ.โรงเรียนคนนี้อยู่สองอย่างครับ. อย่างแรกผมอยากถามว่า เรื่องความดี คุณธรรมนี่มันมีคณะกรรมการตัดสินกันได้ด้วยหรือว่าใครดีใครไม่ดี? อย่างที่สองก็คือ ที่ ผอ. บอกว่าจะทำให้โรงเรียนสอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ ผอ. หมายถึง “คุณธรรม” แบบของใคร? (แบบของพระเยซูหรือของพระพุทธเจ้า? ของมูฮัมหมัดหรือของโมเสส? ของ Kant หรือของ J.S. Mill? ของนายทักษิณหรือของนายสนธิลิ้ม?) แล้วเอาอะไรมาพิสูจน์ว่า “คุณธรรม” แบบนั้นถูกต้องจริง?


คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญซึ่งไม่เคยโผล่ขึ้นมาในความนึกคิดของ ผอ. เพราะเขาคิดว่า “ความดี” เป็นสิ่ง absolute มีหลักศีลธรรมกำหนดชัดเจน และหลักศีลธรรมเหล่านั้นก็เป็นสัจธรรมที่มีหนึ่งเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง และปราศจากข้อโต้แย้ง. จริงๆ แล้วคนที่คิดอย่าง ผอ. ก็มีเยอะครับ. คนเหล่านี้เชื่อว่าหลักศีลธรรมเป็นหลักที่ประทานมาจากฟ้า หรือเป็นสัจธรรมที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติแล้วมีมนุษย์ผู้ปราดเปรื่องเรืองฤทธิ์ไปค้นพบ แล้วมาบันทึกเป็นคัมภีร์ คล้ายๆ กับที่นิวตันค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุแล้วมาเขียนบันทึกให้คนได้รับรู้. คนที่เชื่ออย่างนี้จึงคิดไปว่าหลักศีลธรรมเหล่านั้นเป็นสัจธรรมที่เป็นจริงทุกยุคทุกสมัยและทุกสภาพสังคม เช่นเดียวกับความจริงทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และเรื่องศีลธรรมก็เป็นเรื่องที่มี “ผู้เชี่ยวชาญ” เขียนตำราออกมาสอนได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์มีนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเขียนตำรามาบอกว่าโลกทำงานอย่างไร.


ผมคิดว่าความเชื่อเกี่ยวกับความดีและศีลธรรมตามที่ผมอธิบายไปข้างบนนั้น เป็นความเชื่อที่งมงายและผิดมหันต์ครับ. ความจริงแล้ว หลักศีลธรรม หรือทฤษฎีเกี่ยวกับความดีนั้น แตกต่างจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่มาก. ในขณะที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกหรือผิดด้วยกระบวนการที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน (นั่นคือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์) ทฤษฎีเกี่ยวกับความดีและศีลธรรม(ว่าการกระทำอะไรดีไม่ดี ใครดีไม่ดี)นั้นไม่มีกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันเลย. ในทำนองเดียวกัน หลักศีลธรรมก็แตกต่างจากทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ด้วย. ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์นั้นมีวิธีการพิสูจน์ด้วยการตรวจสอบว่าทฤษฎีขัดกับ axiom (หลักการพื้นฐานที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน) หรือไม่ แต่หลักศีลธรรมนั้นไม่มี axiom ที่ทุกคนยอมรับร่วมกันมาเป็นพื้นฐานให้พิสูจน์ได้เลย.


ในเมื่อเราไม่มีกระบวนการตัดสินที่ทุกคนยอมรับร่วมกันว่าสิ่งไหนถูกศีลธรรม สิ่งไหนไม่ถูกศีลธรรม คนไหนดี คนไหนไม่ดี เรื่องความดีและศีลธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งกันสูงมาก. ลักษณะของคนดีในความหมายของ ผอ.โรงเรียน น่าจะต้องเป็นคนที่ยึดหลักศีลธรรมแบบไทยๆ บางอย่าง เช่น คนดีต้องประหยัดอดออม ต้องใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” กตัญญู จงรักภักดีต่อชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่. หลักศีลธรรมแบบนี้มีผู้โต้แย้งอยู่นับไม่ถ้วน. มีคนจำนวนมากที่คิดว่าลักษณะของคนดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เป็นลักษณะที่กำหนดว่าใครดีไม่ดีเลย. อย่าว่าแต่หลักศีลธรรมไทยๆ แบบนี้เลยครับ แม้แต่หลักศีลธรรมที่ปกติเราคิดว่าคนทุกสังคมน่าจะเห็นพ้องต้องกัน เช่น หลักที่ว่า “การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี” ก็ยังเป็นที่โต้แย้งอยู่ทุกวันว่าถูกต้องหรือไม่. ดังนั้น เรื่องความดีและศีลธรรมมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเป็นเอกฉันท์ถึงขนาดจะเอามาเขียนเป็นตำรา “คู่มือคนดี” ไว้สอนเด็กสอนผู้ใหญ่ หรือแต่งตั้ง “ผู้เชี่ยวชาญ” มาตัดสินว่าใครดีใครไม่ดีได้หรอก.


ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเร็วๆ นี้ คนไทยจะคิดได้ (เช่นเดียวกับคนอีกครึ่งโลกที่คิดได้ไปแล้ว) ว่าหลักศีลธรรมทั้งหลายก็เป็นแค่สิ่งประดิษฐ์หนึ่งของมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราอยู่กันในสังคมได้อย่างไม่เบียดเบียนกันมากเกินไป ให้แต่ละคนมีเสรีภาพที่จะแสวงหาความสุข ความจริง หรืออะไรก็ตามที่เราอยากได้ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีคนมาฆ่า มาทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา. หลักศีลธรรมไม่ใช่สัจธรรมที่ absolute คงที่ตายตัว มีหนึ่งเดียว และเรื่องความดีและศีลธรรมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ใครดีใครไม่ดี. การเชื่อว่าหลักศีลธรรมเป็นสัจธรรมที่ธรรมชาติหรือพระเจ้าประทานมา และมีคนบางคนที่ “เข้าถึง” สัจธรรมนั้นมากกว่าคนอื่น ย่อมเป็นการเชื่อที่ “งมงาย” ไร้เหตุผล.


ปราชญ์

Advertisement

One Response to งมงายเรื่อง “ความดี”

  1. ก็จริงอยู่นะ ที่ว่า การจะวัดผลเรื่องความดี มันไม่มีกฏเกณฑ์ ที่แน่นอน
    แต่ยังชอบตอนท้าย ที่พูดถึง การอยู่กันโดยไม่เบียดเบียนเนี่ย น่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่พอจะบอกได้ถึงการเป็นคนดีได้ ขอแค่อยู่โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็น่าจะเป็นคนดีได้นะ เพราะ คงไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาสร้างความเดือดร้อนให้ แล้วเรา จะใช้สิ่งนี้เป็นตัวกำหนดความดีได้มั้ย???

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s