เมื่อวานผมได้ไปฟัง อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ อีก 5-6 คน เปิดตัวเว็บไซต์ “นิติราษฎร์” (www.enlightened-jurists.com) และเสวนาเรื่องการเมืองหลังรัฐประหาร. อ.วรเจตน์ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการป้องกันรัฐประหารในอนาคต ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากเกินไปและหวังผลได้สูง ดังนี้ครับ.
อ.วรเจตน์เริ่มต้นด้วยการบอกว่า การทำรัฐประหารทุกครั้งในอดีตนั้นประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยความแข็งแกร่งทางพละกำลังของตัวคณะรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ให้การรับรองรัฐประหารด้วย. ดังนั้น การป้องกันรัฐประหารจึงอาจทำได้ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญนั้นกำหนด “ห้าม” ไม่ให้สถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ สนับสนุนการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ และต้องกำหนดด้วยว่าสถาบันเหล่านี้มี “หน้าที่” ที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญ. กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดให้องค์กร “ลูกๆ” ที่รัฐธรรมนูญเป็นผู้ให้กำเนิดและให้อำนาจไว้นั้น มีหน้าที่ต้องปกป้อง “แม่” ซึ่งก็คือตัวรัฐธรรมนูญเอง. นี่เป็นการติดอาวุธให้รัฐธรรมนูญสามารถป้องกันตัวเองจากรัฐประหารได้ในทางกฎหมาย.
จากนั้น อ.วรเจตน์ ก็ลงรายละเอียดว่าจะกำหนดให้องค์กรใดบ้างต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ. อ.วรเจตน์ บอกว่ามีสถาบันที่สำคัญอยู่ 2 สถาบันที่สมควรมีหน้าที่ต้องมีหน้าที่ดังกล่าว. อันดับแรกคือ สถาบันพระมหากษัตริย์. การกำหนดในรัฐธรรมนูญว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องทรงมีหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” (เช่นเดียวกับที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรงมีหน้าที่เป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก) จะทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมี “หน้าที่” ที่จะต้องปฏิเสธรัฐประหาร และไม่มีสิทธิลงนามรับรองการยกเลิกรัฐธรรมนูญ. กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกำหนดเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญย่อมหมายความว่า หากพระมหากษัตริย์จะทรงรับรองรัฐประหารเมื่อใด ก็จะต้องทรง “ละเมิด” รัฐธรรมนูญทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์จะทรงทำไม่ได้เลยในระบอบ constitutional monarchy ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ.
อีกหนึ่งสถาบันที่ อ.วรเจตน์ บอกว่าควรถูกกำหนดให้มีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญคือ สถาบันกองทัพ. การกำหนดว่าทหารต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ จะเป็นการทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในกองทัพทำรัฐประหารได้ยากขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใดสั่งการให้กองทัพยึดอำนาจ ทหารระดับปฏิบัติการจะมีสิทธิ(และหน้าที่)ที่จะฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้ทันที เพราะการปฏิบัติตามคำสั่งย่อมขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทันที. การกำหนดในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ย่อมหมายความว่า ทหารคนใดที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ก่อรัฐประหาร ย่อมต้อง “ละเมิด” รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย. การกำหนดคล้ายกันนี้อาจขยายให้ครอบคลุมข้าราชการอื่นๆ ซึ่งจะรวมถึงข้าราชการตำรวจและข้าราชการตุลาการด้วยก็ได้.
อ.วรเจตน์ สรุปว่าการกำหนดในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ เป็นแนวทางป้องกันรัฐประหารในทางกฎหมาย ซึ่งอาจป้องกันรัฐประหารอย่างเด็ดขาดไม่ได้ แต่ก็อาจทำให้สถาบันทางการเมืองรับรองความชอบธรรมของรัฐประหารได้ยากขึ้น. แนวทางการป้องกันรัฐประหารที่จะได้ผลเด็ดขาดจริงๆ คงต้องเป็นการทำให้ประชากรของประเทศมีสำนึกว่าตัวเองเป็นพลเมือง ที่จะต้องปกป้องอำนาจอันชอบธรรมของตัวเองด้วยการปกป้องรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง. ผมคิดว่าแนวทางหลังนี้คงต้องเป็นเป้าหมายระยะยาวขึ้น แต่ก็คงไม่นานเกินรอ เพราะประชาชนไทยวันนี้ ตื่นตัวกับความเป็นพลเมือง และตาสว่างต่อบทบาทขององค์กรทางการเมือง ได้เร็วกว่าที่ผมเคยคิดไว้มากจริงๆ.
ปราชญ์

ต้องรอเวลาอีกหน่อยกว่าเราจะตระหนักกันได้ว่า
ประชาชนผู้ทำมาหากินสุจริต เสียภาษี ปฏิบัติตนตามกฎหมาย
มีสิทธิเสรีภาพ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณเทวดาที่ไหน
…แต่อีกไม่นานหรอก อย่างที่จขบ.พูดนั่นแหละ
อันนี้คงได้อ่านแล้วมั้ง
WikiLeaks cables: Thai leaders doubt suitability of prince to become king
Embassy cables reveal fears over heir’s womanising and links to ousted PM damaging stabilising role of monarchy in Thailand
http://m.guardian.co.uk/world/2010/dec/15/wikileaks-thailand-royal-succession-prince?cat=world&type=article
ทิพย์