ศาสนาทุกข์?

หัวใจของการคงอยู่ของศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธนั้น อยู่บนข้ออ้างที่ว่าศาสนานั้นช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ และคงไม่ค่อยมีใครกล้าตั้งคำถามกับสรรพคุณนี้ของศาสนาเท่าไรนัก…

แต่ทว่าจริงหรือที่ความสัมพันธ์ของศาสนากับความรู้สึกสุขทุกข์นั้นง่ายดังเช่นข้ออ้างนี้ จริงหรือที่ศาสนาคอยดับทุกข์ให้เราอยู่เสมอ เพียงแค่เรายอมหันหน้าเข้าพึ่งพิ่งอ้อมกอดของมัน

…หากลองคิดดูดีๆแล้วเรื่องที่ทุกคนยอมรับประดุจดั่งเป็นสัจธรรมเรื่องนี้อาจไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้

ผมอยากลองเสนอมุมมองต่อความสัมพันธ์ของศาสนากับความทุกข์สุขที่ต่างไปจากเดิมดู โดยข้อเสนอหลักก็คือ 1) ศีลธรรมแบบจารีตของศาสนากลับกลายเป็นต้นตอที่สำคัญชนิดหนึ่งของความทุกข์ในยุคสมัยปัจจุบัน 2) กระบวนการที่ศาสนาช่วยบรรเทาทุกข์ในยุคสมัยใหม่นั้นประกอบไปด้วยการใช้ระเบียบวินัยและความเชื่อที่งมงายเข้าแก้ไขความทุกข์ โดยที่ทั้งสองแนวทางต่างไม่ก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นได้แค่ยาชาหรือกัญชาทางความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น*

ผมเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์นั้นต้องเผชิญกับความทุกข์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุเหล่านั้นอาจประกอบไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด ความอดอยาก และสาเหตุสำคัญหนึ่งของความทุกข์นั้นก็มาจากความรู้สึกผิด

ความรู้สึกผิดนั้นเป็นความทุกข์ที่มาจากความนึกคิดมากกว่าความรู้สึกทางร่างกาย แต่ด้วยการที่มันมาจากความนึกคิดนั่นเองที่ทำให้ความรู้สึกผิดผูกพันโดยตรงกับหลักการที่ตัดสินการกระทำว่าถูกหรือผิด

ซึ่งในแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดจากการใช้เหตุผลเข้าตัดสินว่าทำไมถึงผิด แต่ในอีกแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดมาจากแค่ความรู้สึก”บาป” ซึ่งอาจมาจากแค่การกระทำอะไรบางเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรมประเพณี

แต่ปัญหาก็คือ ในโลกยุคสมัยใหม่นั้นสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอาจทำให้การกระทำที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอยู่บ่อยๆ หลักการเรื่องบาปไม่บาปนั้นอาจถูกกำหนดมาในยุคโบราณด้วยสาเหตุที่เข้ากันกับยุคสมัยนั้นๆ แต่หลักการสำหรับสังคมในอดีตก็อาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยสำหรับสังคมในปัจจุบันไปได้ไม่ยากนัก

สำหรับคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ความยากในชีวิตที่พวกเขาต้องประสบคงเป็นการอยู่ร่วมกับหลักการทางศีลธรรมที่ไม่เข้ากับสภาพของชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางความรู้สึกบาปที่มีอยู่ไปได้ด้วยการฝังตัวเองอยู่กับความเชื่อมากกว่าเหตุผล และด้วยสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกบาปในหัวใจไปได้เลย ชีวิตสมัยใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี ผมเองก็อาจคิดมากไปว่าคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองนั้นมีอยู่มาก ผมอาจลืมไปว่าสังคมที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีก็สามารถลงเอยด้วยการเป็นสังคมปากอย่างใจอย่างหรือมือถือสากปากถือศีลได้ เพราะจริงๆแล้วคนส่วนใหญ่ไม่อาจเคร่งครัดเรื่องศีลธรรมทางศาสนาหรือประพณีกับตัวเองได้สำเร็จ จนต้องไปสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมผ่านการไล่ล่าคนบาป(ที่ไม่ใช่ตัวเอง)กันแทน

และทั้งนี้ ความทุกข์จากการรู้สึกบาปก็คงเป็นแค่สาเหตุหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น โดยที่สาเหตุอื่นๆของความทุกข์ที่สำคัญก็มีอยู่เช่นกัน สาเหตุเหล่านั้นก็เช่นความกลัวกับภาวะไม่แน่นอนของอนาคต ความผิดหวังจากเรื่องที่คาดหวัง หรือแม้กระทั่งความเคียดแค้นในการกระทำของคนอื่น

และด้วยการคงอยู่รอบตัวของความทุกข์เหล่านี้นั่นเอง ศาสนาก็เข้ามาอ้างถึงบทบาทในการดับทุกข์อีกเช่นกัน (และเมื่อประกอบกับการเป็นสาเหตุของความทุกข์ด้วยแล้ว ศาสนาจึงเหมือนชงเองกินเองไปในตัวด้วยส่วนหนึ่ง)

แต่วิธีการดับทุกข์ของศาสนาที่พบกันได้แพร่หลายในความเป็นจริงนั้นประกอบไปด้วยสองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือการเบนความสนใจของมนุษย์เข้าสู่วินัยในการปฏิบัติตัว ส่วนวิธีที่สองคือการกล่อมให้เคลิ้มด้วยความเชื่อที่งมงาย

วิธีแรกคือการมุ่งความสนใจตนเองไปอยู่กับวัตรปฏิบัติ ให้มุ่งความนึกคิดมุ่งสนใจอยู่กับวินัยของร่างกายตนเอง วิธีแบบนี้ก็คือแบบที่เรียกกันว่าการปฏิบัติธรรม

วิธีนี้อาจช่วยให้ลืมความทุกข์ได้ชั่วครั้งคราว เหมือนการฉีดยาชาคลายความเจ็บปวด แต่เมื่อออกจากวัตรปฏิบัติ ก็เหมือนปล่อยให้ยาชาคลายฤทธิ์ลง ความทุกข์ก็จะเดินกลับเข้ามาหาใหม่ ทางออกที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นการเลือกปฏิบัติไปตลอดเลย เช่น การปฏิบัติไปตลอดชีวิต เปลี่ยนตนเองไปเป็นนักบวช แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่ายๆ เพราะการเลือกฉีดยาชาไปตลอดก็คือการเลือกใช้ชีวิตอีกเส้นทางไปเลยเช่นกัน และการคงอยู่ในวินัยที่เคร่งครัดก็เป็นภาระราคาแพงของชีวิต

วิธีปฏิบัติจึงเป็นวิธีที่ต้นทุนสูงและคนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ตลอดรอดฝั่ง ความนิยมในแนวทางปฏิบัตินั้นไม่อาจสู้วิธีที่สองได้ นั้นคือการกล่อมให้เคลิ้มด้วยความเชื่อที่งมงาย

ความรู้สึกบาปหรือความรู้สึกเกรงกลัวในอนาคตที่ไม่แน่นอนนั้นมักจะผลักให้เราต้องไปยึดถือความเชื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว คนที่กลัวชีวิตในอนาคตทั้งในชาตินี้และชาติหน้าก็มักมุ่งหน้าเข้าซื้อบุญจากร้านค้าทางศาสนาด้วยหวังว่าจะช่วยทำหน้าที่ประกันความเสี่ยงได้ และคนที่รู้สึกผิดกับการกระทำก็อาจมุ่งหน้าไปล้างมลฑินให้กับตนเองผ่านการซื้อบุญมาชดเชยได้เช่นกัน

วิธีการที่สองนี้ทำได้ง่ายขอแค่มีเงิน แต่ผลของมันก็ไม่ต่างจากการสูบกัญชา เพราะสิ่งที่ได้มาก็แค่การหลอกตัวเองให้เคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ แถมทำบ่อยๆก็เสพติดในรสชาติของความเคลิบเคลิ้ม ในขณะที่ปัญหาในชีวิตจริงๆก็ไม่ได้หายไปไหน เรื่องที่ทำไปแล้วก็คงอยู่ และความเสี่ยงในอนาคตก็คงอยู่ต่อไป

อย่างไรก็ดี สำหรับสังคมที่ความเสี่ยงในอนาคตสูง และความเชื่อที่งมงายถูกผสมมากับวัฒนธรรมประเพณีอย่างแพร่หลาย โดยที่การศึกษาไม่ได้พัฒนากระบวนการใช้เหตุผล วิธีการนี้ก็คงเป็นที่นิยมมากที่สุด

แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองวิธีก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ได้ อย่างมากก็ช่วยบรรเทาเป็นครั้งคราวเท่านั้น

มาถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วจะจัดการความทุกข์ยังไง?

ข้อเสนอที่ผมมีคือเลิกสนใจกระบวนการทางศาสนาส่วนใหญ่เสีย แล้วหันมาใช้กระบวนการทางเหตุผลแทนที่ สร้างระบบศีลธรรมที่เราเข้าใจมันอย่างแท้จริงว่าทำแต่ละเรื่องไปทำไม และตัวเองสามารถทำมันได้จริงๆ และจัดการกับความทุกข์ผ่านการใช้ชีวิตที่ไม่จมปลักกับตัวเองแต่สร้างความสนใจในสิ่งรอบกายให้มากสิ่งอย่างเป็นมิตร

ธร

___________________________________

*ผมได้ไอเดียในการเขียนเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือเรื่อง The Conquest of Happiness ของ Betrand Russell

Advertisement

2 Responses to ศาสนาทุกข์?

  1. น่าสนใจดีครับ ถ้ายังงั้นปัญหาก็คือเหตุผลคืออะไร จะแยกเหตุผลกับความไร้เหตุผลออกจากกันยังไง เพราะส่วนนึงเหตุผลก็ตั้งอยู่บนรากฐานของ a priori assumptions และถ้าเอาเหตุผลเป็นหลัก จะตอบโต้เรื่องที่นักปรัชญาหลังสมัยใหม่ (postmodern) วิพากษ์เรื่องเหตุผลยังไง เพราะในวงการปรัชญา ลัทธิเหตุผลนิยมแนวรัสเซลก็กลายเป็นทฤษฎีล้าสมัยไปแล้ว

    ป.ล. เคยอ่านที่รัสเซลเขียนเรื่องศาสนาพุทธป่ะครับ ใน The Essence and Effect of Religion รัสเซลบอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก (เอ๊ะ ฟังดูเหมือนวาทกรรมรัฐไทยยังไงชอบกล) แต่วิทยาศาสตร์ดีกว่า เพราะศาสนาพุทธเน้นแค่เรื่องคน แต่วิทยาศาสตร์เน้นทั้งจักรวาล และนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่ามีกฎข้อไหนที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โต้แย้งไม่ได้

  2. ขอบคุณครับ ผมว่าเรื่องการมีอยู่ของเหตุผลมันซับซ้อนแต่ไม่ใช่ว่าหาไม่เจอเลยทีเดียวอ่ะครับ สำหรับศีลธรรมแล้ว ที่ผมหมายถึงเวลาเอ่ยถึงศีลธรรมที่ตั้งอยู่บนเหตุผลก็คือศีลธรรมแบบ secular ครับ (ไม่อ้างความเชื่่อเรื่องเหนือธรรมชาติอะไรประมาณนี้มั้ง) ซึ่งลึกๆก็คงมี asssumption เรื่องลักษณะของมนุษย์มาเกี่ยวอยู่ดี แต่ผมว่าก็พยายามหา assumption ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ร่วมกันที่ดีได้นะครับ

    ส่วนเรื่องที่รัสเซลเขียนถึงศาสนาพุทธผมไม่เคยอ่านน่ะครับ จะลองหามาอ่านดูนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s