<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>8 ธันวา</title>
	<atom:link href="http://8december.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://8december.wordpress.com</link>
	<description>ไม่บังเอิญว่า...เป็นเรื่องมหัศจรรย์!</description>
	<lastBuildDate>Tue, 13 Dec 2011 23:17:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='8december.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>https://s-ssl.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>8 ธันวา</title>
		<link>https://8december.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="https://8december.wordpress.com/osd.xml" title="8 ธันวา" />
	<atom:link rel='hub' href='https://8december.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>ศาสนาทุกข์?</title>
		<link>https://8december.wordpress.com/2010/10/06/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c/</link>
		<comments>https://8december.wordpress.com/2010/10/06/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Oct 2010 07:23:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Thorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://8december.wordpress.com/?p=135</guid>
		<description><![CDATA[หัวใจของการคงอยู่ของศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธนั้น อยู่บนข้ออ้างที่ว่าศาสนานั้นช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ และคงไม่ค่อยมีใครกล้าตั้งคำถามกับสรรพคุณนี้ของศาสนาเท่าไรนัก&#8230; แต่ทว่าจริงหรือที่ความสัมพันธ์ของศาสนากับความรู้สึกสุขทุกข์นั้นง่ายดังเช่นข้ออ้างนี้ จริงหรือที่ศาสนาคอยดับทุกข์ให้เราอยู่เสมอ เพียงแค่เรายอมหันหน้าเข้าพึ่งพิ่งอ้อมกอดของมัน &#8230;หากลองคิดดูดีๆแล้วเรื่องที่ทุกคนยอมรับประดุจดั่งเป็นสัจธรรมเรื่องนี้อาจไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้ ผมอยากลองเสนอมุมมองต่อความสัมพันธ์ของศาสนากับความทุกข์สุขที่ต่างไปจากเดิมดู โดยข้อเสนอหลักก็คือ 1) ศีลธรรมแบบจารีตของศาสนากลับกลายเป็นต้นตอที่สำคัญชนิดหนึ่งของความทุกข์ในยุคสมัยปัจจุบัน 2) กระบวนการที่ศาสนาช่วยบรรเทาทุกข์ในยุคสมัยใหม่นั้นประกอบไปด้วยการใช้ระเบียบวินัยและความเชื่อที่งมงายเข้าแก้ไขความทุกข์ โดยที่ทั้งสองแนวทางต่างไม่ก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นได้แค่ยาชาหรือกัญชาทางความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น* ผมเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์นั้นต้องเผชิญกับความทุกข์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุเหล่านั้นอาจประกอบไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด ความอดอยาก และสาเหตุสำคัญหนึ่งของความทุกข์นั้นก็มาจากความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดนั้นเป็นความทุกข์ที่มาจากความนึกคิดมากกว่าความรู้สึกทางร่างกาย แต่ด้วยการที่มันมาจากความนึกคิดนั่นเองที่ทำให้ความรู้สึกผิดผูกพันโดยตรงกับหลักการที่ตัดสินการกระทำว่าถูกหรือผิด ซึ่งในแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดจากการใช้เหตุผลเข้าตัดสินว่าทำไมถึงผิด แต่ในอีกแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดมาจากแค่ความรู้สึก&#8221;บาป&#8221; ซึ่งอาจมาจากแค่การกระทำอะไรบางเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรมประเพณี แต่ปัญหาก็คือ ในโลกยุคสมัยใหม่นั้นสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอาจทำให้การกระทำที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอยู่บ่อยๆ หลักการเรื่องบาปไม่บาปนั้นอาจถูกกำหนดมาในยุคโบราณด้วยสาเหตุที่เข้ากันกับยุคสมัยนั้นๆ แต่หลักการสำหรับสังคมในอดีตก็อาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยสำหรับสังคมในปัจจุบันไปได้ไม่ยากนัก สำหรับคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ความยากในชีวิตที่พวกเขาต้องประสบคงเป็นการอยู่ร่วมกับหลักการทางศีลธรรมที่ไม่เข้ากับสภาพของชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางความรู้สึกบาปที่มีอยู่ไปได้ด้วยการฝังตัวเองอยู่กับความเชื่อมากกว่าเหตุผล และด้วยสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกบาปในหัวใจไปได้เลย ชีวิตสมัยใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี ผมเองก็อาจคิดมากไปว่าคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองนั้นมีอยู่มาก ผมอาจลืมไปว่าสังคมที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีก็สามารถลงเอยด้วยการเป็นสังคมปากอย่างใจอย่างหรือมือถือสากปากถือศีลได้ เพราะจริงๆแล้วคนส่วนใหญ่ไม่อาจเคร่งครัดเรื่องศีลธรรมทางศาสนาหรือประพณีกับตัวเองได้สำเร็จ จนต้องไปสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมผ่านการไล่ล่าคนบาป(ที่ไม่ใช่ตัวเอง)กันแทน &#8230; <a href="https://8december.wordpress.com/2010/10/06/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=135&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หัวใจของการคงอยู่ของศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธนั้น อยู่บนข้ออ้างที่ว่าศาสนานั้นช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ และคงไม่ค่อยมีใครกล้าตั้งคำถามกับสรรพคุณนี้ของศาสนาเท่าไรนัก&#8230;</p>
<p>แต่ทว่าจริงหรือที่ความสัมพันธ์ของศาสนากับความรู้สึกสุขทุกข์นั้นง่ายดังเช่นข้ออ้างนี้ จริงหรือที่ศาสนาคอยดับทุกข์ให้เราอยู่เสมอ เพียงแค่เรายอมหันหน้าเข้าพึ่งพิ่งอ้อมกอดของมัน</p>
<p>&#8230;หากลองคิดดูดีๆแล้วเรื่องที่ทุกคนยอมรับประดุจดั่งเป็นสัจธรรมเรื่องนี้อาจไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้</p>
<p>ผมอยากลองเสนอมุมมองต่อความสัมพันธ์ของศาสนากับความทุกข์สุขที่ต่างไปจากเดิมดู โดยข้อเสนอหลักก็คือ 1) ศีลธรรมแบบจารีตของศาสนากลับกลายเป็นต้นตอที่สำคัญชนิดหนึ่งของความทุกข์ในยุคสมัยปัจจุบัน 2) กระบวนการที่ศาสนาช่วยบรรเทาทุกข์ในยุคสมัยใหม่นั้นประกอบไปด้วยการใช้ระเบียบวินัยและความเชื่อที่งมงายเข้าแก้ไขความทุกข์ โดยที่ทั้งสองแนวทางต่างไม่ก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นได้แค่ยาชาหรือกัญชาทางความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น*</p>
<p>ผมเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์นั้นต้องเผชิญกับความทุกข์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุเหล่านั้นอาจประกอบไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด ความอดอยาก และสาเหตุสำคัญหนึ่งของความทุกข์นั้นก็มาจากความรู้สึกผิด</p>
<p>ความรู้สึกผิดนั้นเป็นความทุกข์ที่มาจากความนึกคิดมากกว่าความรู้สึกทางร่างกาย แต่ด้วยการที่มันมาจากความนึกคิดนั่นเองที่ทำให้ความรู้สึกผิดผูกพันโดยตรงกับหลักการที่ตัดสินการกระทำว่าถูกหรือผิด</p>
<p>ซึ่งในแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดจากการใช้เหตุผลเข้าตัดสินว่าทำไมถึงผิด แต่ในอีกแง่หนึ่งความรู้สึกผิดก็อาจเกิดมาจากแค่ความรู้สึก&#8221;บาป&#8221; ซึ่งอาจมาจากแค่การกระทำอะไรบางเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรมประเพณี</p>
<p>แต่ปัญหาก็คือ ในโลกยุคสมัยใหม่นั้นสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอาจทำให้การกระทำที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอยู่บ่อยๆ หลักการเรื่องบาปไม่บาปนั้นอาจถูกกำหนดมาในยุคโบราณด้วยสาเหตุที่เข้ากันกับยุคสมัยนั้นๆ แต่หลักการสำหรับสังคมในอดีตก็อาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยสำหรับสังคมในปัจจุบันไปได้ไม่ยากนัก</p>
<p>สำหรับคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ความยากในชีวิตที่พวกเขาต้องประสบคงเป็นการอยู่ร่วมกับหลักการทางศีลธรรมที่ไม่เข้ากับสภาพของชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางความรู้สึกบาปที่มีอยู่ไปได้ด้วยการฝังตัวเองอยู่กับความเชื่อมากกว่าเหตุผล และด้วยสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกบาปในหัวใจไปได้เลย ชีวิตสมัยใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>อย่างไรก็ดี ผมเองก็อาจคิดมากไปว่าคนที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีกับตัวเองนั้นมีอยู่มาก ผมอาจลืมไปว่าสังคมที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีก็สามารถลงเอยด้วยการเป็นสังคมปากอย่างใจอย่างหรือมือถือสากปากถือศีลได้ เพราะจริงๆแล้วคนส่วนใหญ่ไม่อาจเคร่งครัดเรื่องศีลธรรมทางศาสนาหรือประพณีกับตัวเองได้สำเร็จ จนต้องไปสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมผ่านการไล่ล่าคนบาป(ที่ไม่ใช่ตัวเอง)กันแทน</p>
<p>และทั้งนี้ ความทุกข์จากการรู้สึกบาปก็คงเป็นแค่สาเหตุหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น โดยที่สาเหตุอื่นๆของความทุกข์ที่สำคัญก็มีอยู่เช่นกัน สาเหตุเหล่านั้นก็เช่นความกลัวกับภาวะไม่แน่นอนของอนาคต ความผิดหวังจากเรื่องที่คาดหวัง หรือแม้กระทั่งความเคียดแค้นในการกระทำของคนอื่น</p>
<p>และด้วยการคงอยู่รอบตัวของความทุกข์เหล่านี้นั่นเอง ศาสนาก็เข้ามาอ้างถึงบทบาทในการดับทุกข์อีกเช่นกัน (และเมื่อประกอบกับการเป็นสาเหตุของความทุกข์ด้วยแล้ว ศาสนาจึงเหมือนชงเองกินเองไปในตัวด้วยส่วนหนึ่ง)</p>
<p>แต่วิธีการดับทุกข์ของศาสนาที่พบกันได้แพร่หลายในความเป็นจริงนั้นประกอบไปด้วยสองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือการเบนความสนใจของมนุษย์เข้าสู่วินัยในการปฏิบัติตัว ส่วนวิธีที่สองคือการกล่อมให้เคลิ้มด้วยความเชื่อที่งมงาย</p>
<p>วิธีแรกคือการมุ่งความสนใจตนเองไปอยู่กับวัตรปฏิบัติ ให้มุ่งความนึกคิดมุ่งสนใจอยู่กับวินัยของร่างกายตนเอง วิธีแบบนี้ก็คือแบบที่เรียกกันว่าการปฏิบัติธรรม</p>
<p>วิธีนี้อาจช่วยให้ลืมความทุกข์ได้ชั่วครั้งคราว เหมือนการฉีดยาชาคลายความเจ็บปวด แต่เมื่อออกจากวัตรปฏิบัติ ก็เหมือนปล่อยให้ยาชาคลายฤทธิ์ลง ความทุกข์ก็จะเดินกลับเข้ามาหาใหม่ ทางออกที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นการเลือกปฏิบัติไปตลอดเลย เช่น การปฏิบัติไปตลอดชีวิต เปลี่ยนตนเองไปเป็นนักบวช แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่ายๆ เพราะการเลือกฉีดยาชาไปตลอดก็คือการเลือกใช้ชีวิตอีกเส้นทางไปเลยเช่นกัน และการคงอยู่ในวินัยที่เคร่งครัดก็เป็นภาระราคาแพงของชีวิต</p>
<p>วิธีปฏิบัติจึงเป็นวิธีที่ต้นทุนสูงและคนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ตลอดรอดฝั่ง ความนิยมในแนวทางปฏิบัตินั้นไม่อาจสู้วิธีที่สองได้ นั้นคือการกล่อมให้เคลิ้มด้วยความเชื่อที่งมงาย</p>
<p>ความรู้สึกบาปหรือความรู้สึกเกรงกลัวในอนาคตที่ไม่แน่นอนนั้นมักจะผลักให้เราต้องไปยึดถือความเชื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว คนที่กลัวชีวิตในอนาคตทั้งในชาตินี้และชาติหน้าก็มักมุ่งหน้าเข้าซื้อบุญจากร้านค้าทางศาสนาด้วยหวังว่าจะช่วยทำหน้าที่ประกันความเสี่ยงได้ และคนที่รู้สึกผิดกับการกระทำก็อาจมุ่งหน้าไปล้างมลฑินให้กับตนเองผ่านการซื้อบุญมาชดเชยได้เช่นกัน</p>
<p>วิธีการที่สองนี้ทำได้ง่ายขอแค่มีเงิน แต่ผลของมันก็ไม่ต่างจากการสูบกัญชา เพราะสิ่งที่ได้มาก็แค่การหลอกตัวเองให้เคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ แถมทำบ่อยๆก็เสพติดในรสชาติของความเคลิบเคลิ้ม ในขณะที่ปัญหาในชีวิตจริงๆก็ไม่ได้หายไปไหน เรื่องที่ทำไปแล้วก็คงอยู่ และความเสี่ยงในอนาคตก็คงอยู่ต่อไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี สำหรับสังคมที่ความเสี่ยงในอนาคตสูง และความเชื่อที่งมงายถูกผสมมากับวัฒนธรรมประเพณีอย่างแพร่หลาย โดยที่การศึกษาไม่ได้พัฒนากระบวนการใช้เหตุผล วิธีการนี้ก็คงเป็นที่นิยมมากที่สุด</p>
<p>แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองวิธีก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ได้ อย่างมากก็ช่วยบรรเทาเป็นครั้งคราวเท่านั้น</p>
<p>มาถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วจะจัดการความทุกข์ยังไง?</p>
<p>ข้อเสนอที่ผมมีคือเลิกสนใจกระบวนการทางศาสนาส่วนใหญ่เสีย แล้วหันมาใช้กระบวนการทางเหตุผลแทนที่ สร้างระบบศีลธรรมที่เราเข้าใจมันอย่างแท้จริงว่าทำแต่ละเรื่องไปทำไม และตัวเองสามารถทำมันได้จริงๆ และจัดการกับความทุกข์ผ่านการใช้ชีวิตที่ไม่จมปลักกับตัวเองแต่สร้างความสนใจในสิ่งรอบกายให้มากสิ่งอย่างเป็นมิตร</p>
<p><em>ธร</em></p>
<p>___________________________________</p>
<p>*ผมได้ไอเดียในการเขียนเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือเรื่อง The Conquest of Happiness ของ Betrand Russell</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/8december.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/8december.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/8december.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/8december.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/8december.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/8december.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/8december.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/8december.wordpress.com/135/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=135&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://8december.wordpress.com/2010/10/06/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="https://secure.gravatar.com/avatar/45a6019c4978088277a9655afc610b7e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">kratainoi</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การป้องกันรัฐประหาร &#8211; ข้อเสนอจาก วรเจตน์ ภาคีรัตน์</title>
		<link>https://8december.wordpress.com/2010/09/20/preventing-coup-worajet/</link>
		<comments>https://8december.wordpress.com/2010/09/20/preventing-coup-worajet/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 06:23:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Prach</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://8december.wordpress.com/?p=120</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวานผมได้ไปฟัง อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ อีก 5-6 คน เปิดตัวเว็บไซต์ &#8220;นิติราษฎร์&#8221; (www.enlightened-jurists.com) และเสวนาเรื่องการเมืองหลังรัฐประหาร.  อ.วรเจตน์ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการป้องกันรัฐประหารในอนาคต ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากเกินไปและหวังผลได้สูง ดังนี้ครับ. อ.วรเจตน์เริ่มต้นด้วยการบอกว่า การทำรัฐประหารทุกครั้งในอดีตนั้นประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยความแข็งแกร่งทางพละกำลังของตัวคณะรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ให้การรับรองรัฐประหารด้วย. ดังนั้น การป้องกันรัฐประหารจึงอาจทำได้ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญนั้นกำหนด &#8220;ห้าม&#8221; ไม่ให้สถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ สนับสนุนการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ และต้องกำหนดด้วยว่าสถาบันเหล่านี้มี &#8220;หน้าที่&#8221; ที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญ. กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดให้องค์กร &#8220;ลูกๆ&#8221; ที่รัฐธรรมนูญเป็นผู้ให้กำเนิดและให้อำนาจไว้นั้น มีหน้าที่ต้องปกป้อง &#8220;แม่&#8221; ซึ่งก็คือตัวรัฐธรรมนูญเอง. นี่เป็นการติดอาวุธให้รัฐธรรมนูญสามารถป้องกันตัวเองจากรัฐประหารได้ในทางกฎหมาย. จากนั้น อ.วรเจตน์ ก็ลงรายละเอียดว่าจะกำหนดให้องค์กรใดบ้างต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ. อ.วรเจตน์ บอกว่ามีสถาบันที่สำคัญอยู่ &#8230; <a href="https://8december.wordpress.com/2010/09/20/preventing-coup-worajet/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=120&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวานผมได้ไปฟัง อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ อีก 5-6 คน เปิดตัวเว็บไซต์ &#8220;นิติราษฎร์&#8221; (<a href="http://www.enlightened-jurists.com">www.enlightened-jurists.com</a>) และเสวนาเรื่องการเมืองหลังรัฐประหาร.  อ.วรเจตน์ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการป้องกันรัฐประหารในอนาคต ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากเกินไปและหวังผลได้สูง ดังนี้ครับ.</p>
<p>อ.วรเจตน์เริ่มต้นด้วยการบอกว่า การทำรัฐประหารทุกครั้งในอดีตนั้นประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยความแข็งแกร่งทางพละกำลังของตัวคณะรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ให้การรับรองรัฐประหารด้วย.  ดังนั้น <strong>การป้องกันรัฐประหารจึงอาจทำได้ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญนั้นกำหนด &#8220;ห้าม&#8221; ไม่ให้สถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ สนับสนุนการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ และต้องกำหนดด้วยว่าสถาบันเหล่านี้มี &#8220;หน้าที่&#8221; ที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญ</strong>.  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดให้องค์กร &#8220;ลูกๆ&#8221; ที่รัฐธรรมนูญเป็นผู้ให้กำเนิดและให้อำนาจไว้นั้น มีหน้าที่ต้องปกป้อง &#8220;แม่&#8221; ซึ่งก็คือตัวรัฐธรรมนูญเอง.  นี่เป็นการติดอาวุธให้รัฐธรรมนูญสามารถป้องกันตัวเองจากรัฐประหารได้ในทางกฎหมาย.</p>
<p>จากนั้น อ.วรเจตน์ ก็ลงรายละเอียดว่าจะกำหนดให้องค์กรใดบ้างต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ.  อ.วรเจตน์ บอกว่า<strong>มีสถาบันที่สำคัญอยู่ 2 สถาบันที่สมควรมีหน้าที่ต้องมีหน้าที่ดังกล่าว. </strong>อันดับแรกคือ <strong>สถาบันพระมหากษัตริย์<span style="font-weight:normal;">. </span></strong> การกำหนดในรัฐธรรมนูญว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องทรงมีหน้าที่เป็น &#8220;ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ&#8221;  (เช่นเดียวกับที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรงมีหน้าที่เป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก) จะทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมี &#8220;หน้าที่&#8221; ที่จะต้องปฏิเสธรัฐประหาร และไม่มีสิทธิลงนามรับรองการยกเลิกรัฐธรรมนูญ.  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกำหนดเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญย่อมหมายความว่า หากพระมหากษัตริย์จะทรงรับรองรัฐประหารเมื่อใด ก็จะต้องทรง &#8220;ละเมิด&#8221; รัฐธรรมนูญทันที  ซึ่งเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์จะทรงทำไม่ได้เลยในระบอบ constitutional monarchy ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ.</p>
<p>อีกหนึ่งสถาบันที่ อ.วรเจตน์ บอกว่าควรถูกกำหนดให้มีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญคือ <strong>สถาบันกองทัพ</strong>.  การกำหนดว่าทหารต้องมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ จะเป็นการทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในกองทัพทำรัฐประหารได้ยากขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใดสั่งการให้กองทัพยึดอำนาจ  ทหารระดับปฏิบัติการจะมีสิทธิ(และหน้าที่)ที่จะฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้ทันที เพราะการปฏิบัติตามคำสั่งย่อมขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทันที.  การกำหนดในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ย่อมหมายความว่า ทหารคนใดที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ก่อรัฐประหาร ย่อมต้อง &#8220;ละเมิด&#8221; รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย.  การกำหนดคล้ายกันนี้อาจขยายให้ครอบคลุมข้าราชการอื่นๆ ซึ่งจะรวมถึงข้าราชการตำรวจและข้าราชการตุลาการด้วยก็ได้.</p>
<p>อ.วรเจตน์ สรุปว่าการกำหนดในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ เป็นแนวทางป้องกันรัฐประหารในทางกฎหมาย ซึ่งอาจป้องกันรัฐประหารอย่างเด็ดขาดไม่ได้ แต่ก็อาจทำให้สถาบันทางการเมืองรับรองความชอบธรรมของรัฐประหารได้ยากขึ้น.  แนวทางการป้องกันรัฐประหารที่จะได้ผลเด็ดขาดจริงๆ คงต้องเป็นการทำให้ประชากรของประเทศมีสำนึกว่าตัวเองเป็นพลเมือง ที่จะต้องปกป้องอำนาจอันชอบธรรมของตัวเองด้วยการปกป้องรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง.  ผมคิดว่าแนวทางหลังนี้คงต้องเป็นเป้าหมายระยะยาวขึ้น แต่ก็คงไม่นานเกินรอ เพราะประชาชนไทยวันนี้ ตื่นตัวกับความเป็นพลเมือง และตาสว่างต่อบทบาทขององค์กรทางการเมือง ได้เร็วกว่าที่ผมเคยคิดไว้มากจริงๆ.</p>
<p><em>ปราชญ์</em></p>
<p><em> </em></p>
<div id="attachment_127" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://8december.files.wordpress.com/2010/09/vorrajet01.jpg"><img class="size-medium wp-image-127" title="vorrajet01" src="http://8december.files.wordpress.com/2010/09/vorrajet01.jpg?w=300&#038;h=201" alt="" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์</p></div>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/8december.wordpress.com/120/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/8december.wordpress.com/120/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/8december.wordpress.com/120/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/8december.wordpress.com/120/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/8december.wordpress.com/120/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/8december.wordpress.com/120/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/8december.wordpress.com/120/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/8december.wordpress.com/120/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=120&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://8december.wordpress.com/2010/09/20/preventing-coup-worajet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="https://secure.gravatar.com/avatar/bbebf16bfda257359e946c84cdca9ba1?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">prachpan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://8december.files.wordpress.com/2010/09/vorrajet01.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">vorrajet01</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>งมงายเรื่อง &#8220;ความดี&#8221;</title>
		<link>https://8december.wordpress.com/2010/09/14/moral-superstition/</link>
		<comments>https://8december.wordpress.com/2010/09/14/moral-superstition/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Sep 2010 20:09:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Prach</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://8december.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[ผมเพิ่งได้ยิน ผอ. โรงเรียนแห่งหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์ออกทีวี. เขาบอกว่าเขาจะพยายามทำให้โรงเรียนเขาเป็นโรงเรียนที่สอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ สอนให้เด็กเป็นคนดีมากกว่าคนเก่ง. หลังจาก ผอ. พูดจบ ก็มีประกาศมอบรางวัลนักเรียนคุณธรรมดีเด่น ที่คณะกรรมการตัดสินมาว่าเป็นเด็กดีมีคุณธรรม. แล้วก็ให้เด็กมาพูดว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้างถึงได้รางวัล. เด็กก็พูด (แบบลงจังหวะเท่ากันทุกพยางค์เหมือนเวลาครูสั่งให้เด็กในห้องอ่านหนังสือดังๆ พร้อมกันน่ะครับ) ว่าเขาได้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน ประหยัดอดออม ตั้งใจเรียน &#8230;ว่ากันไป ผมฟังแล้วก็อยากถาม ผอ.โรงเรียนคนนี้อยู่สองอย่างครับ. อย่างแรกผมอยากถามว่า เรื่องความดี คุณธรรมนี่มันมีคณะกรรมการตัดสินกันได้ด้วยหรือว่าใครดีใครไม่ดี? อย่างที่สองก็คือ ที่ ผอ. บอกว่าจะทำให้โรงเรียนสอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ ผอ. หมายถึง &#8220;คุณธรรม&#8221; แบบของใคร? (แบบของพระเยซูหรือของพระพุทธเจ้า? ของมูฮัมหมัดหรือของโมเสส? ของ Kant หรือของ J.S. Mill? ของนายทักษิณหรือของนายสนธิลิ้ม?) แล้วเอาอะไรมาพิสูจน์ว่า &#8230; <a href="https://8december.wordpress.com/2010/09/14/moral-superstition/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=105&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste">
<div id="_mcePaste">
<p style="font-size:9.75pt;color:#444444;margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;">ผมเพิ่งได้ยิน ผอ. โรงเรียนแห่งหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์ออกทีวี. เขาบอกว่าเขาจะพยายามทำให้โรงเรียนเขาเป็นโรงเรียนที่สอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ สอนให้เด็กเป็นคนดีมากกว่าคนเก่ง. หลังจาก ผอ. พูดจบ ก็มีประกาศมอบรางวัลนักเรียนคุณธรรมดีเด่น ที่คณะกรรมการตัดสินมาว่าเป็นเด็กดีมีคุณธรรม. แล้วก็ให้เด็กมาพูดว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้างถึงได้รางวัล. เด็กก็พูด (แบบลงจังหวะเท่ากันทุกพยางค์เหมือนเวลาครูสั่งให้เด็กในห้องอ่านหนังสือดังๆ พร้อมกันน่ะครับ) ว่าเขาได้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน ประหยัดอดออม ตั้งใจเรียน &#8230;ว่ากันไป</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;"><br />
</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;">ผมฟังแล้วก็อยากถาม ผอ.โรงเรียนคนนี้อยู่สองอย่างครับ. อย่างแรกผมอยากถามว่า <strong>เรื่องความดี คุณธรรมนี่มันมีคณะกรรมการตัดสินกันได้ด้วยหรือว่าใครดีใครไม่ดี?</strong> อย่างที่สองก็คือ ที่ ผอ. บอกว่าจะทำให้โรงเรียนสอนคุณธรรมนำหน้าวิชาการ ผอ. หมายถึง <strong>&#8220;คุณธรรม&#8221; แบบของใคร? </strong>(แบบของพระเยซูหรือของพระพุทธเจ้า? ของมูฮัมหมัดหรือของโมเสส? ของ Kant หรือของ J.S. Mill? ของนายทักษิณหรือของนายสนธิลิ้ม?) แล้วเอาอะไรมาพิสูจน์ว่า &#8220;คุณธรรม&#8221; แบบนั้นถูกต้องจริง?</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;"><br />
</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;">คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญซึ่งไม่เคยโผล่ขึ้นมาในความนึกคิดของ ผอ. เพราะ<strong>เขาคิดว่า &#8220;ความดี&#8221; เป็นสิ่ง absolute มีหลักศีลธรรมกำหนดชัดเจน และหลักศีลธรรมเหล่านั้นก็เป็นสัจธรรมที่มีหนึ่งเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง และปราศจากข้อโต้แย้ง</strong>. จริงๆ แล้วคนที่คิดอย่าง ผอ. ก็มีเยอะครับ. คนเหล่านี้เชื่อว่าหลักศีลธรรมเป็นหลักที่ประทานมาจากฟ้า หรือเป็นสัจธรรมที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติแล้วมีมนุษย์ผู้ปราดเปรื่องเรืองฤทธิ์ไปค้นพบ แล้วมาบันทึกเป็นคัมภีร์ คล้ายๆ กับที่นิวตันค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุแล้วมาเขียนบันทึกให้คนได้รับรู้. คนที่เชื่ออย่างนี้จึงคิดไปว่าหลักศีลธรรมเหล่านั้นเป็นสัจธรรมที่เป็นจริงทุกยุคทุกสมัยและทุกสภาพสังคม เช่นเดียวกับความจริงทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และเรื่องศีลธรรมก็เป็นเรื่องที่มี &#8220;ผู้เชี่ยวชาญ&#8221; เขียนตำราออกมาสอนได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์มีนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเขียนตำรามาบอกว่าโลกทำงานอย่างไร.</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;"><br />
</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;"><strong>ผมคิดว่าความเชื่อเกี่ยวกับความดีและศีลธรรมตามที่ผมอธิบายไปข้างบนนั้น เป็นความเชื่อที่งมงายและผิดมหันต์ครับ</strong>. ความจริงแล้ว หลักศีลธรรม หรือทฤษฎีเกี่ยวกับความดีนั้น แตกต่างจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่มาก. ในขณะที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกหรือผิดด้วยกระบวนการที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน (นั่นคือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์) ทฤษฎีเกี่ยวกับความดีและศีลธรรม(ว่าการกระทำอะไรดีไม่ดี ใครดีไม่ดี)นั้นไม่มีกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันเลย. ในทำนองเดียวกัน หลักศีลธรรมก็แตกต่างจากทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ด้วย. ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์นั้นมีวิธีการพิสูจน์ด้วยการตรวจสอบว่าทฤษฎีขัดกับ axiom (หลักการพื้นฐานที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน) หรือไม่ แต่หลักศีลธรรมนั้นไม่มี axiom ที่ทุกคนยอมรับร่วมกันมาเป็นพื้นฐานให้พิสูจน์ได้เลย.</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;"><br />
</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;">ในเมื่อเราไม่มีกระบวนการตัดสินที่ทุกคนยอมรับร่วมกันว่าสิ่งไหนถูกศีลธรรม สิ่งไหนไม่ถูกศีลธรรม คนไหนดี คนไหนไม่ดี เรื่องความดีและศีลธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งกันสูงมาก. ลักษณะของคนดีในความหมายของ ผอ.โรงเรียน น่าจะต้องเป็นคนที่ยึดหลักศีลธรรมแบบไทยๆ บางอย่าง เช่น คนดีต้องประหยัดอดออม ต้องใช้ชีวิตอย่าง &#8220;พอเพียง&#8221; กตัญญู จงรักภักดีต่อชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่. หลักศีลธรรมแบบนี้มีผู้โต้แย้งอยู่นับไม่ถ้วน. มีคนจำนวนมากที่คิดว่าลักษณะของคนดังที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เป็นลักษณะที่กำหนดว่าใครดีไม่ดีเลย. อย่าว่าแต่หลักศีลธรรมไทยๆ แบบนี้เลยครับ แม้แต่หลักศีลธรรมที่ปกติเราคิดว่าคนทุกสังคมน่าจะเห็นพ้องต้องกัน เช่น หลักที่ว่า &#8220;การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี&#8221; ก็ยังเป็นที่โต้แย้งอยู่ทุกวันว่าถูกต้องหรือไม่. ดังนั้น เรื่องความดีและศีลธรรมมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเป็นเอกฉันท์ถึงขนาดจะเอามาเขียนเป็นตำรา <strong>&#8220;คู่มือคนดี&#8221;</strong> ไว้สอนเด็กสอนผู้ใหญ่ หรือแต่งตั้ง <strong>&#8220;ผู้เชี่ยวชาญ&#8221;</strong> มาตัดสินว่าใครดีใครไม่ดีได้หรอก.</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;"><br />
</span></span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-family:Tahoma;font-size:small;"><span style="line-height:22px;">ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเร็วๆ นี้ คนไทยจะคิดได้ (เช่นเดียวกับคนอีกครึ่งโลกที่คิดได้ไปแล้ว) ว่าหลักศีลธรรมทั้งหลายก็เป็นแค่สิ่งประดิษฐ์หนึ่งของมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราอยู่กันในสังคมได้อย่างไม่เบียดเบียนกันมากเกินไป ให้แต่ละคนมีเสรีภาพที่จะแสวงหาความสุข ความจริง หรืออะไรก็ตามที่เราอยากได้ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีคนมาฆ่า มาทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา. หลักศีลธรรมไม่ใช่สัจธรรมที่ absolute คงที่ตายตัว มีหนึ่งเดียว และเรื่องความดีและศีลธรรมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ใครดีใครไม่ดี. <strong>การเชื่อว่าหลักศีลธรรมเป็นสัจธรรมที่ธรรมชาติหรือพระเจ้าประทานมา และมีคนบางคนที่ &#8220;เข้าถึง&#8221; สัจธรรมนั้นมากกว่าคนอื่น ย่อมเป็นการเชื่อที่ &#8220;งมงาย&#8221; ไร้เหตุผล.</strong></span></span></p>
<p style="text-align:right;margin:0;">
<p style="text-align:left;margin:0;"><em><span style="color:#ffffff;">&#8230;</span><br />
ปราชญ์</em></p>
</div>
</div>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/8december.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/8december.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/8december.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/8december.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/8december.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/8december.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/8december.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/8december.wordpress.com/105/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=105&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://8december.wordpress.com/2010/09/14/moral-superstition/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="https://secure.gravatar.com/avatar/bbebf16bfda257359e946c84cdca9ba1?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">prachpan</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประชาชน(เจ้า)ของชาติ</title>
		<link>https://8december.wordpress.com/2010/09/05/prachachonkongchat/</link>
		<comments>https://8december.wordpress.com/2010/09/05/prachachonkongchat/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Sep 2010 13:45:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Thorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://8december.wordpress.com/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;มันอาจจะถูกที่ใครบอกไว้ ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง&#8230;ว่าฉันเป็นใคร&#8220; Bodyslam โพสที่แล้วปราชญ์ได้พูดถึงชาติที่ไม่มีประชาชน นำพาให้ผมนึกขึ้นมาถึง Paradox สำคัญของความคิดแบบชาตินิยม ที่ผมจะขอพูดถึงในโพสนี้ ในฐานะคนที่ถูกฝึกมาแบบเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมมักจะมองหาลักษณะร่วมของมนุษย์ในการทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคม* และหากจะมองว่าการเกิดขึ้นของชาตินั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้วที่พวกเขาจะหาทางตั้งหรือจินตนาการกลุ่มก้อนที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะได้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;กลุ่ม&#8221; พูดง่ายๆว่าถึงไม่มีชาติ ก็มีกลุ่มในลักษณะอื่นๆที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งอยู่ดี เช่น ชุมชน เผ่า แก๊งค์ แฟนหงส์ แฟนผี และแฟนปืนสุดเท่ห์ เป็นต้น ชาติเองจึงเป็นแค่หนึ่งในลักษณะประดิษฐ์ทางจินตนาการของมนุษย์ที่ถูกสร้างมาตอบสนองความต้องการ&#8221;กลุ่ม&#8221;ดังกล่าว เป็นกลุ่มที่เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นกลุ่มที่เราจินตนาการลักษณะขึ้นมาว่าเกี่ยวพันกับการอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกันมาเป็นระยะเวลานานจนมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีผู้นำร่วมกัน มีสงครามร่วมกัน เป็นคนกลุ่มที่ผูกพันกันมาแต่โบราณ นานแสนนาน&#8230;แสนนาน&#8230;แสนนาน (ทั้งที่จริงๆแล้วเหล่ากงเหล่าม่าเพิ่งมาจากเมืองจีนเมื่อร้อยปีที่แล้วกันตรึม) และจากจุดเริ่มต้นแบบนี้ ถ้าคิดให้ดี ด้วยการที่เราๆก็เป็นคนสร้างจินตนาการของความเป็น &#8220;ชาติ&#8221; กันขึ้นมาเองแต่แรก แท้จริงแล้วพวกเรานั่นเองไม่ใช่หรือที่ควรจะเป็น &#8220;เจ้าของชาติ&#8221; แต่อนิจจา ชูวับบีบาดู &#8230; <a href="https://8december.wordpress.com/2010/09/05/prachachonkongchat/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=49&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote>
<p style="text-align:right;">&#8220;มันอาจจะถูกที่ใครบอกไว้ ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง&#8230;<strong>ว่าฉันเป็นใคร<span style="font-weight:normal;">&#8220;</span> </strong><span style="font-style:normal;">Bodyslam</span></p>
</blockquote>
<p>โพสที่แล้วปราชญ์ได้พูดถึงชาติที่ไม่มีประชาชน นำพาให้ผมนึกขึ้นมาถึง Paradox สำคัญของความคิดแบบชาตินิยม ที่ผมจะขอพูดถึงในโพสนี้</p>
<p>ในฐานะคนที่ถูกฝึกมาแบบเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมมักจะมองหาลักษณะร่วมของมนุษย์ในการทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคม* และหากจะมองว่าการเกิดขึ้นของชาตินั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้วที่พวกเขาจะหาทางตั้งหรือจินตนาการกลุ่มก้อนที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะได้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;กลุ่ม&#8221;</p>
<p>พูดง่ายๆว่าถึงไม่มีชาติ ก็มีกลุ่มในลักษณะอื่นๆที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งอยู่ดี เช่น ชุมชน เผ่า แก๊งค์ แฟนหงส์ แฟนผี และแฟนปืนสุดเท่ห์ เป็นต้น</p>
<p>ชาติเองจึงเป็นแค่หนึ่งในลักษณะประดิษฐ์ทางจินตนาการของมนุษย์ที่ถูกสร้างมาตอบสนองความต้องการ&#8221;กลุ่ม&#8221;ดังกล่าว เป็นกลุ่มที่เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นกลุ่มที่เราจินตนาการลักษณะขึ้นมาว่าเกี่ยวพันกับการอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกันมาเป็นระยะเวลานานจนมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีผู้นำร่วมกัน มีสงครามร่วมกัน เป็นคนกลุ่มที่ผูกพันกันมาแต่โบราณ นานแสนนาน&#8230;แสนนาน&#8230;แสนนาน (ทั้งที่จริงๆแล้วเหล่ากงเหล่าม่าเพิ่งมาจากเมืองจีนเมื่อร้อยปีที่แล้วกันตรึม)</p>
<p>และจากจุดเริ่มต้นแบบนี้ ถ้าคิดให้ดี ด้วยการที่เราๆก็เป็นคนสร้างจินตนาการของความเป็น &#8220;ชาติ&#8221; กันขึ้นมาเองแต่แรก <strong>แท้จริงแล้วพวกเรานั่นเองไม่ใช่หรือที่ควรจะเป็น &#8220;เจ้าของชาติ&#8221;</strong></p>
<p>แต่อนิจจา ชูวับบีบาดู อยู่ไปอยู่มา<strong> ชาติกลับกลายไปเป็น&#8221;เจ้าของเรา&#8221;</strong>กันเฉยเลย</p>
<p>ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะการจะเป็นรัฐ โดยเฉพาะในสมัยใหม่นั้น ต้องอาศัยจินตนาการความเป็นชาติในการปกครองผู้คน ต้องมีการปลูกฝังและอ้างความเป็นชาติเพื่อให้คนยอมรับและทำตามรัฐ</p>
<p>ชาตินิยมจึงเหมือนกับเป็น &#8220;ชิปสั่งการ&#8221; ที่ฝังไว้ในสมองเพื่อปกครองคน เพื่อสั่งการให้คนไปทำอะไรมากมายจนถึงขั้นยอมตายได้ &#8220;เพื่อชาติ&#8221;</p>
<p>ลองคิดดูสิว่าถ้าทหารไม้รู้สึกอินกับชาตินิยมแล้วเขาจะไปรบกันอย่างไร? พี่ไรอันคงงงๆว่ากูจะข้ามมหาสมุทรมารบกับเยอรมันจนหลงทางทำไมฟระ พี่วาสิลีคงไม่รู้ว่าจะไปไล่ซุ่มยิงคนเยอรมันเพื่อรัสเซียไปทำไม และพี่ทหารนาซีคงอยากชวนเพื่อนกองทัพแดงมาก๊งว็อดก้าแก้หนาวกันมากกว่ารบกันหนาวแทบตาย</p>
<p>&#8220;ชิปสั่งการ&#8221; ที่เรียกว่าชาตินี้ถูกส่งเข้าสายพานการผลิตมาเรื่อยๆ จากยุคที่ชาติรบกัน มาสู่ยุคที่รบกันในชาติ และลักษณะหน้าตาของมันก็เปลี่ยนแปลงตามไป มีมุกใหม่ๆหร้อมเทคโนโลยีประกอบมุกที่แพรวพราวขึ้น จากที่เมื่อก่อนใช้ได้แค่โปสเตอร์ รูปวาด แผ่นเสียง และลูกเสือเด็กเด็กน้อยกับชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นรายการโทรทัศน์ มิวสิควีดีโอ เพลงที่ได้ยินทุกหนแห่ง และลูกเสือไซเบอร์</p>
<p>และจากที่เมื่อก่อนเอาไว้ปลุกให้คนเสียสละไปรบ ทุกวันนี้ก็อาจจะเอาไว้ปิดระบบการคิดของคนไม่ให้แข็งขืนต่อกลุ่มที่มีอำนาจในรัฐ และยังเอาไว้จัดการกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อต้านโครงสร้างอำนาจเดิมๆได้ด้วย ด้วยการใช้ข้ออ้างสุดคลาสสิกว่า &#8220;พวกไม่รักชาติ&#8221;</p>
<p>ความเป็นชาติในปัจจุบันจึงทำให้เกิด Paradox ที่สำคัญ<strong> Paradox ที่ว่าก็คือ</strong> <strong>&#8220;การที่จริงๆแล้วคนเป็นเจ้าของจินตนาการความเป็นชาติ แต่สุดท้ายจินตนาการความเป็นชาติกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตคน&#8221;</strong></p>
<p>แต่ถึงจะอย่างไร ขอมองโลกในแง่ดีบ้าง ผมคิดว่าความเป็นเจ้าของชีวิตของชาติก็กำลังจะถึงยุคเสื่อมแล้วเช่นกัน ทั้งนี้เพราะผมเดาเอาว่าคนที่เริ่มสงสัยกับความเป็นเจ้าของชีวิตของชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วแบบก้าวกระโดด</p>
<p>ปัจจุบันโลกของทุกคนก้าวไกลไปกว่าสังคมที่อยู่กันแค่ในขอบเขตของชาติเดียวเยอะ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและการเดินทาง เรามีโอกาสมากมายที่จะได้ขยายความเป็นเจ้าของอัตลักษณ์อื่นๆที่ไม่ใช่แค่อัตลักษณ์ความเป็นชาติ</p>
<p>เรามีโอกาสจะเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน นักเรียนลอนดอน สมาชิกกลุ่มคนรักโอบามา แนวร่วมผู้พิทักษ์แพนด้าแห่งโลก ฯลฯ อัตลักษณ์เหล่านี้ล้วนเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา และเราก็สามารถเรียนรู้ได้ว่าเรานั่นล่ะที่เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ต่างๆเหล่านี้ เราเป็นคน&#8221;เลือก&#8221;มันมาเป็นเจ้าของ และเราก็เป็นเจ้าของมันได้หลายๆอันในเวลาเดียวกัน</p>
<p>ด้วยการขยับขยายและการพริ้วไหวของอัตลักษณ์ในยุคสมัยใหม่ การเป็นเจ้าของชีวิตของชาติจึงเป็นเหมือนสิ่งประดิษฐ์ที่รอวันตกยุค เหมือนทีมฟุตบอลที่เคยมีอดีตอันยิ่งใหญ่แต่ทุกวันนี้รอวันตกชั้นเช่น Liverpool เอ้ย..สะกดผิด ผมหมายถึง Blackpool</p>
<p>ผมหวังว่าการลุกขึ้นคลุ้มคลั่งความเป็นชาติของคนไทยบางกลุ่มในทุกวันนี้จะเป็นแค่การกระเสือกกระสนเฮือกสุดท้ายก่อนหมดลมของลัทธิคลั่งชาติ และในไม่ช้าชาติจะกลับกลายไปเป็นแค่อัตลักษณ์หนึ่งในอีกร้อยพันอัตลักษณ์ที่คนไทยเป็นเจ้าของ แต่แน่นอน จะช้าเร็วหรือจะยากง่ายคงก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจในสังคมจะยอมเรียนรู้และปรับตัวกับการใช้เครื่องมือนี้มากขนาดไหน และขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมจะพยายามเรียนรู้ปัญหาความคับแคบของอัตลักษณ์ที่กักขังชีวิตเราอยู่ในทุกวันนี้มากขนาดไหนเช่นกัน</p>
<p><strong>สำหรับประเทศไทยแล้ว ไม่แน่..วันที่ประชาชนไม่ได้เป็น&#8221;ของชาติ&#8221; แต่ประชาชนเป็น&#8221;เจ้าของชาติ&#8221; อาจจะมาถึงในช่วงชีวิตผมก็ได้</strong></p>
<p><em>ธร</em></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>*แนะนำนิดนึง สัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมุมมองต่อมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ มองว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติพื้นฐานที่เหมือนๆกันคือเป็น rational man ที่ตอบสนองแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ สัตว์เศรษฐกิจล้วนเป็นมนุษย์ไร้สัญชาติกันน่ะครับ ฉะนั้น การเกิดที่ไหนก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์คนใดเป็นสัตว์พิเศษได้ นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่อินเรื่องความเป็นไทยโปรดทราบ</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/8december.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/8december.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/8december.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/8december.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/8december.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/8december.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/8december.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/8december.wordpress.com/49/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=49&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://8december.wordpress.com/2010/09/05/prachachonkongchat/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="https://secure.gravatar.com/avatar/45a6019c4978088277a9655afc610b7e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">kratainoi</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ชาติที่ไร้ประชาชน</title>
		<link>https://8december.wordpress.com/2010/09/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://8december.wordpress.com/2010/09/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 18:27:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Prach</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://8december.wordpress.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[ผมเขียนโน๊ตนี้เป็น tribute ให้เจ้าของหนังสือ The Song Before It Is Sung ที่ผมยืมมาอ่าน (นานแล้วยังไม่ได้คืน) และเป็นเจ้าของไอเดียอีกมากมายที่ผมรับเอามาเป็นของตัวเอง. ตลอดเวลา 3 ปีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเขา เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดผมมากที่สุดคนหนึ่ง. เขาคือคนที่เขียนบล๊อกนี้กับผมนี่แหละครับ. &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211; &#8220;เขามีสำนึกต่อหน้าที่อันแรงกล้าต่อชาติเยอรมนี ไม่ใช่เยอรมนีที่เราเห็นนี้หรอกนะ แต่เป็นเยอรมนีที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติเยอรมนีในภพภูมิอุดมคติ.&#8221; &#8212; จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยหรอกครับที่มีคนคิดว่า &#8220;ชาติ&#8221; เป็นสิ่งสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่กว่าแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมกัน. แต่ในประเทศไทยนี้ดูจะมีคนจำนวนมากเป็นพิเศษที่คิดว่า &#8220;ชาติ&#8221; &#8230; <a href="https://8december.wordpress.com/2010/09/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=41&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p lang="th">ผมเขียนโน๊ตนี้เป็น tribute ให้เจ้าของหนังสือ The Song Before It Is Sung ที่ผมยืมมาอ่าน (นานแล้วยังไม่ได้คืน) และเป็นเจ้าของไอเดียอีกมากมายที่ผมรับเอามาเป็นของตัวเอง. ตลอดเวลา 3 ปีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเขา เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดผมมากที่สุดคนหนึ่ง. เขาคือคนที่เขียนบล๊อกนี้กับผมนี่แหละครับ.</p>
<p lang="en-GB">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<blockquote>
<p lang="en-GB"><span style="font-style:normal;"><strong>&#8220;เขามีสำนึกต่อหน้าที่อันแรงกล้าต่อชาติเยอรมนี ไม่ใช่เยอรมนีที่เราเห็นนี้หรอกนะ แต่เป็นเยอรมนีที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติเยอรมนีในภพภูมิอุดมคติ.&#8221;</strong> &#8212; จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright</span></p>
</blockquote>
<p lang="en-GB">ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยหรอกครับที่มีคนคิดว่า &#8220;ชาติ&#8221; เป็นสิ่งสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่กว่าแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมกัน. แต่ในประเทศไทยนี้ดูจะมีคนจำนวนมากเป็นพิเศษที่คิดว่า &#8220;ชาติ&#8221; เป็นสิ่งที่ตัดขาดจาก &#8220;ประชาชน&#8221; ที่อยู่ในชาติ. ในเมื่อทุกครั้งที่เราได้ยินเพลงชาติในทีวี เราเห็นภาพของธงไตรรงค์ ขวานทอง พระพุทธรูป อนุสาวรีย์ และพระมหากษัตริย์   (ทั้งๆ ที่ในเนื้อเพลงชาติไม่มีคำว่า &#8220;ศาสน์&#8221; หรือ &#8220;กษัตริย์&#8221; เลย) แต่ไม่มีภาพของประชาชนอยู่ให้เห็นเลย ก็คงง่ายนะครับที่คนจะลืมไปว่าจริงๆ แล้วประชาชนคือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของ &#8220;ชาติ&#8221;.</p>
<p lang="th">ความเชื่อทีว่าชาติเป็นสิ่งสูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแยกขาดจากประชาชนนี่แหละที่ทำให้คนจำนวนมากพูดได้อย่างหน้าตาเฉยว่าตัวเอง &#8220;รักชาติ&#8221; ทั้งๆ ที่ตัวเองรังเกียจ เกลียดชัง หรือแม้แต่สาปแช่งประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ. เขาสามารถพูดได้อย่างภูมิใจว่าเขาได้ทำอะไรบางอย่าง &#8220;เพื่อชาติ&#8221; ทั้งๆ ที่การกระทำของเขาไม่ได้สร้างประโยชน์แก่ประชาชนเลย. เขาเชื่อว่า &#8220;ชาติ&#8221; สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ในขณะที่ประชาชนของประเทศถูกกดขี่. คนเหล่านี้มองไม่เห็นความขัดแย้งภายในความเชื่อเหล่านี้ของเขา เพราะสำหรับเขาแล้ว &#8220;ชาติ&#8221; นั้นเป็นอิสระจากประชาชน และความรุ่งเรืองเกรียงไกรของชาติก็เป็นอิสระจากความอยู่ดีกินดีและเสรีภาพของประชาชน. เวลาเขาพูดว่าเขาทำเพื่อชาติ ชาติที่เขาหมายถึงนั้นจึงไม่ใช่ชาติที่เราเห็นกันนี้ แต่เป็นชาติที่สูงส่งกว่านั้น เป็นชาติในภพภูมิอุดมคติ.</p>
<p lang="en-GB">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<blockquote><p><span style="font-style:normal;"><strong>&#8220;คำว่า &#8216;รักชาติ&#8217; เป็นคำสกปรกสำหรับคนในอ๊อกซ์ฟอร์ด. เขาเรียกกันว่าอะไรนะ &#8216;ที่พึ่งสุดท้ายของคนโฉด&#8217;?&#8221; </strong>&#8211; จากนิยาย The Song Before It Is Sung โดย Justin Cartwright</span></p></blockquote>
<p lang="en-GB">ในความเป็นจริงแล้ว &#8220;ชาติ&#8221; ไม่ได้อยู่นอกเหนือภพภูมิของมนุษย์หรอก และมันก็ผูกติดอยู่กับประชาชนที่สร้างมันขึ้นมาด้วยการรวมกลุ่มกัน พอๆ กับที่คำว่า &#8220;ชุมชน&#8221; ผูกติดอยู่กับกลุ่มคนที่รวมตัวกันเป็นมันขึ้นมานั่นแหละ. จริงอยู่ที่ชาติเป็นมากกว่ากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรวมกัน เพราะมันรวมถึงความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างคนเหล่านั้นและสถาบันที่เป็นผลผลิตของความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชาติจะคงอยู่ได้โดยปราศจากประชาชนในชาติ. ประชาชนยังคงเป็นองค์ประกอบหลัก (และอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด) ของชาติอยู่ดี. นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถ &#8220;รักชาติ&#8221; ได้ถ้าเราไม่ &#8220;รักประชาชน&#8221; และเมื่อใดที่เรากดขี่ทำร้ายประชาชนก็ย่อมหมายความว่าเรากำลังทำร้ายชาติอยู่พร้อมกัน.</p>
<p lang="th">นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมคำว่า &#8220;รักชาติ&#8221; จึงเป็น &#8220;คำสกปรก&#8221; ในหมู่ปัญญาชนอ๊อกซ์ฟอร์ดยุคหนึ่ง อย่างที่ Cartwright กล่าว (ถ้าเขาพูดจริงน่ะนะ). กล่าวคือ เพราะมันมักถูกใช้อย่างมือถือสากปากถือศีลอยู่เสมอ(ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)โดยคนที่ไม่ได้รักประชาชนหรือตั้งใจทำเพื่อประชาชนเลย. คนเหล่านี้คิดว่าเขาทำดีได้โดยการทำเพื่อชาติ ชาติที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแยกขาดจากมนุษย์เพื่อนร่วมสังคม. คนเหล่านี้ในแง่หนึ่งคือคนที่สนใจทำเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าจะสนใจทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์. เขามักใช้คำว่า &#8220;รักชาติ&#8221; เป็นโล่ปกป้องตัวเองจากคำวิจารณ์ว่าเขาสนใจสิ่งอุปโลกน์มากกว่าเพื่อนมนุษย์ เป็นที่พักพิงที่ช่วยให้เขาปลอดภัยจากคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ.</p>
<p lang="th">ครั้งหน้าเวลาเจอนักการเมือง ทหาร นักเคลื่อนไหว ราษฎรอาวุโส หรือผู้มีบารมี ที่บอกว่าตัวเองรักชาติ ทำเพื่อชาติ แต่กดขี่ทำร้ายประชาชน ก็อย่าลืมช่วยกันถามเขาหน่อยนะครับว่า &#8220;ชาติที่ไร้ประชาชน&#8221; นี่มันเป็นยังไงหรือ?</p>
<p lang="th"><em>by ปราชญ์</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/8december.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/8december.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/8december.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/8december.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/8december.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/8december.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/8december.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/8december.wordpress.com/41/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=41&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://8december.wordpress.com/2010/09/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="https://secure.gravatar.com/avatar/bbebf16bfda257359e946c84cdca9ba1?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">prachpan</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;8 ธันวา&#8221;</title>
		<link>https://8december.wordpress.com/2010/08/30/8-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2/</link>
		<comments>https://8december.wordpress.com/2010/08/30/8-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Aug 2010 13:40:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Thorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://8december.wordpress.com/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[วันเกิดเป็นวันที่สำคัญสำหรับผู้คนอย่างแปลกประหลาด แน่นอนว่าไม่มีใครจำอะไรได้ในวันที่เราลืมตามาดูโลกเป็นวันแรก แม้กระนั้นเราก็ยังให้ความสำคัญกับมันประหนึ่งว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แสนยิ่งใหญ่อันควรระลึกถึง ในแง่หนึ่งผมก็พอเข้าใจได้อยู่ว่าทำไมวันเกิดถึงสำคัญ เพราะเราอาจไม่รู้เลยว่าชีวิตเราล่วงเลยไปถึงขนาดไหนแล้วถ้าเราไม่มีวันเกิดมาให้เราคอยนับอายุ นอกจากนี้การมีวันเกิดยังทำให้เรายังมีฝั่งให้ว่ายเข้าหาในแต่ละปี ประหนึ่งเหมือนกับเราซอยชีวิตเราย่อยๆเป็นคอร์สเล็กๆ จึงไม่แปลกกระมังที่พอวันเกิดผ่านเวียนเข้ามา สิ่งที่พวกเรามักจะทำกันก็คือตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตของตัวเองในช่วงอายุถัดไป ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมเองเป็นคนนึงที่คิดว่าคนเราให้ความสำคัญและจริงจังกับวันเกิดกันมากไป โดยเฉพาะเวลาที่เห็นคนต้องมาจัดงานวันเกิดใหญ่โต หรือต้องเศร้าโศกเมื่อมีคนที่รู้จักลืมวันเกิด ผมเคยคุยกับรุ่นพี่ที่สนิทกันถึงคนสมัยก่อนว่าเขาจำวันเกิดกันอย่างไร รุ่นพี่ท่านนั้นเล่าให้ฟังถึงน้าของเขาคนหนึ่งที่จำได้แค่ว่าตัวเองเกิดวันสาตรจีน ทำให้วันเกิดของเขาในแต่ละปีไม่เหมือนกัน เพราะต้องผันแปรไปตามปฏิทินจีน ก็นั่นล่ะครับ ผมว่าเราจะไปหยิบเอาวันไหนมาให้ความหมายก็คงทำได้ไม่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็น &#8220;วันนั้นของปี&#8221; ตามปฏิทินสมัยใหม่หรอก แต่ทั้งนี้ ที่ผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับวันเกิดมากมาย ก็อาจจะเป็นเพราะชีวิตผมเองไม่ค่อยมีโอกาสได้มีการฉลองวันเกิดดีๆอย่างที่คนอื่นๆเขามีกัน ผมจำได้ว่าตอนเล็กๆยังเคยมีโอกาสอยู่ครั้งสองครั้ง แต่หลังจากนั้นผมต้องไปอยู่โรงเรียนประจำเป็นสิบปี และวันเกิดผมก็ดันไปตรงกับช่วงที่ต้องนอนอยู่ที่โรงเรียนเสมอๆ และแน่นอน ไม่ค่อยมีใครสนใจหรอกว่าใครเกิดวันไหนกันบ้างในโรงเรียนประจำชายล้วน นี่ยังไม่รวมว่าถึงจะสนใจก็ไม่คิดว่าจะต้องทำอะไรให้กันอยู่ดี แต่มา ณ วันนี้คนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องวันเกิดอย่างผม กลับสนใจที่จะเขียนบล็อคโดยตั้งชื่อมันเป็นวันเกิด มันต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ๆ&#8230; &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.. คงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต ที่คนเราจะมีโอกาสได้วนเวียนไปรู้จักกับคนที่เกิดวันเดียวกันกับตัวเอง &#8230;และคงมีโอกาสน้อยลงไปอีกที่ใครจะมีโอกาสได้สนิทสนมกับคนที่เกิดวันเดียวกันกับตัวเอง &#8230; <a href="https://8december.wordpress.com/2010/08/30/8-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=4&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันเกิดเป็นวันที่สำคัญสำหรับผู้คนอย่างแปลกประหลาด แน่นอนว่าไม่มีใครจำอะไรได้ในวันที่เราลืมตามาดูโลกเป็นวันแรก แม้กระนั้นเราก็ยังให้ความสำคัญกับมันประหนึ่งว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แสนยิ่งใหญ่อันควรระลึกถึง</p>
<p>ในแง่หนึ่งผมก็พอเข้าใจได้อยู่ว่าทำไมวันเกิดถึงสำคัญ เพราะเราอาจไม่รู้เลยว่าชีวิตเราล่วงเลยไปถึงขนาดไหนแล้วถ้าเราไม่มีวันเกิดมาให้เราคอยนับอายุ นอกจากนี้การมีวันเกิดยังทำให้เรายังมีฝั่งให้ว่ายเข้าหาในแต่ละปี ประหนึ่งเหมือนกับเราซอยชีวิตเราย่อยๆเป็นคอร์สเล็กๆ จึงไม่แปลกกระมังที่พอวันเกิดผ่านเวียนเข้ามา สิ่งที่พวกเรามักจะทำกันก็คือตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตของตัวเองในช่วงอายุถัดไป</p>
<p>ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมเองเป็นคนนึงที่คิดว่าคนเราให้ความสำคัญและจริงจังกับวันเกิดกันมากไป โดยเฉพาะเวลาที่เห็นคนต้องมาจัดงานวันเกิดใหญ่โต หรือต้องเศร้าโศกเมื่อมีคนที่รู้จักลืมวันเกิด</p>
<p>ผมเคยคุยกับรุ่นพี่ที่สนิทกันถึงคนสมัยก่อนว่าเขาจำวันเกิดกันอย่างไร รุ่นพี่ท่านนั้นเล่าให้ฟังถึงน้าของเขาคนหนึ่งที่จำได้แค่ว่าตัวเองเกิดวันสาตรจีน ทำให้วันเกิดของเขาในแต่ละปีไม่เหมือนกัน เพราะต้องผันแปรไปตามปฏิทินจีน</p>
<p>ก็นั่นล่ะครับ ผมว่าเราจะไปหยิบเอาวันไหนมาให้ความหมายก็คงทำได้ไม่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็น &#8220;วันนั้นของปี&#8221; ตามปฏิทินสมัยใหม่หรอก</p>
<p>แต่ทั้งนี้ ที่ผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับวันเกิดมากมาย ก็อาจจะเป็นเพราะชีวิตผมเองไม่ค่อยมีโอกาสได้มีการฉลองวันเกิดดีๆอย่างที่คนอื่นๆเขามีกัน ผมจำได้ว่าตอนเล็กๆยังเคยมีโอกาสอยู่ครั้งสองครั้ง แต่หลังจากนั้นผมต้องไปอยู่โรงเรียนประจำเป็นสิบปี และวันเกิดผมก็ดันไปตรงกับช่วงที่ต้องนอนอยู่ที่โรงเรียนเสมอๆ และแน่นอน ไม่ค่อยมีใครสนใจหรอกว่าใครเกิดวันไหนกันบ้างในโรงเรียนประจำชายล้วน นี่ยังไม่รวมว่าถึงจะสนใจก็ไม่คิดว่าจะต้องทำอะไรให้กันอยู่ดี</p>
<p>แต่มา ณ วันนี้คนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องวันเกิดอย่างผม กลับสนใจที่จะเขียนบล็อคโดยตั้งชื่อมันเป็นวันเกิด มันต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ๆ&#8230;</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>คงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต ที่คนเราจะมีโอกาสได้วนเวียนไปรู้จักกับคนที่เกิดวันเดียวกันกับตัวเอง</p>
<p>&#8230;และคงมีโอกาสน้อยลงไปอีกที่ใครจะมีโอกาสได้สนิทสนมกับคนที่เกิดวันเดียวกันกับตัวเอง</p>
<p>ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสนั้น!</p>
<p>ในฤดูหนาวของประเทศเกาะไร้หอยเมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว อยู่ดีๆก็มีบุรุษท่านหนึ่งแวะเวียนเข้ามาให้ผมรู้จัก ขอสารภาพว่าผมจำไม่ได้ว่าเจอกับเขาครั้งแรกที่ไหนและเมื่อไหร่ จำได้แค่ว่าเขาเคยยืมหนังสือเล่มโปรดของผมไปอ่าน หนังสือเล่มนั้นคือ Development as Freedom ของ Amartya Sen (จะว่าไปอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ต่อชีวิตผมก็เยอะอยู่ เพราะมันชักชวนให้ผมเลือกเรียนอย่างที่ทุกวันนี้ผมเรียนอยู่ไม่จบซักที แต่ไม่รู้ Sen จะรู้สึกอย่างไรหากรู้ว่า&#8230;เวอร์ชันที่ผมมีมันเป็นหนังสือ&#8221;ซีรอกซ์&#8221;ครับผม ของจริงผมยังไม่มีอ่ะ ขอโทษคร้าบบบ Prof. Sen)</p>
<p>หลังจากนั้นผมก็เจอเขาบ้าง แต่ผมดันจำอะไรช่วงที่ชีวิตผมมาเรียนแหลกแทบตายใหม่ๆอยู่ที่เกาะไร้หอยแห่งนี้ไม่ค่อยได้ จำได้แต่โต๊ะกับหนังสือ (และสาวๆสวยๆบ้าง ฮ่าๆ) รู้สึกว่าจะมาจำเขาได้ดีก็ตอนผมมีเฟซบุ้ค แล้วบุรุษท่านนี้แวะเวียนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น &#8230;ซึ่งก็น่าตลก เพราะจริงๆอยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร เดินหากันเดี๋ยวเดียวก็ถึง แต่ดันเริ่มรู้จักกันจริงๆผ่านเฟซบุ้ค (ประมาณว่า ถ้าเกิดเร็วกว่านี้ซักสามสี่ปีอาจไม่ได้รู้จักกันซะแล้ว)</p>
<p>และยิ่งรู้จักไปก็ยิ่งเห็นความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าบุรุษท่านนี้เป็นหนึ่งในคนรุ่นหนุ่ม(กว่า)ที่ผมว่า outstanding ทางความคิดที่สุดที่ผมเคยเจอ ผมรู้สึกว่าการคุยกับเขาเป็นเรื่องท้าทายอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนชอบคิดแล้ว การมีคนคุยด้วยแบบนี้เป็นเหมือนพรจากสวรรค์ทีเดียว</p>
<p>พอสนิทกันไปซักพัก ผมเลยรู้ความจริงๆแปลกๆเข้าว่าเขาคนนี้เกิดวันเดียวกับผม</p>
<p>&#8220;และความรู้สึกว่าเรื่องบังเอิญบางเรื่องอาจมีความหมายมากกว่าความบังเอิญก็เกิดขึ้น&#8221;</p>
<p>ผมไม่เคยเชื่อว่าการเอาวันเกิดไปดูดวงจะทำให้เรารู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตได้ เพราะไม่งั้นเราคงต้องค้นพบว่าคนที่เจอประสบการณ์อะไรเหมือนๆเราต้องมีวันเกิดเดียวกันกับเรา ซึ่งพอดีผมเกิดวันเดียวกับพี่เบิร์ด ธงไชย และแม้จะชื่อขึ้นต้นด้วย ธ.ธง เหมือนกัน แต่ผมร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลย(เว้ย)</p>
<p>ถึงกระนั้นก็เถอะ การที่อยู่ดีๆได้มาสนิทกับคนที่เกิดวันเดียวกันก็ดูเป็นความบังเอิญที่ผมรู้สึกพิเศษเป็นครั้งคราวที่เดียว</p>
<p>(อย่างไรก็ดี ผมขอยอมรับอย่างคนไม่โรแมนติกว่า ผมคิดว่ามันก็แค่บังเอิญเท่านั้น ส่วนความพิเศษนั้นผมน่าจะพยายามสร้างมันขึ้นมาเอง แต่ก็นั่นล่ะ การให้ความหมายกับวันเกิดหรือแม้กระทั่งระบบการนับวันเดือนปีก็เป็นแค่เรื่องพิเศษที่มนุษย์แต่งขึ้นมาเองเหมือนกัน)</p>
<p>และพอได้รับคำชวนจากบุรุษผู้เกิดวันเดียวกันให้มาเขียนบล็อคด้วยกัน ชื่อแรกๆที่ผมนึกออกมาได้ว่าเหมาะจะเป็นชื่อบล็อคก็คือชื่อวันเกิดนี่ล่ะ</p>
<p>และนั้นก็เป็นที่มาของชื่อ &#8220;8 ธันวา&#8221; ที่ๆคนสองคนที่เกิดวันในวันดังกล่าวจะมาลองพูดคุยกันสองต่อสองโดยที่คนทั้งโลกอยากจะเข้ามาดูเมื่อไรก็ได้</p>
<p>ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสนทนาของเราจะนำความบันเทิงและอาการปวดหัวมาให้กับคนอ่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย</p>
<p>&#8230;และถ้าท่านเริ่มปวดหัวเพราะอ่านบล็อคนี้เมื่อไร ผมก็ขอยกความดีความชอบให้กับบุรุษท่านนั้นที่ชวนผมมาเขียนบล็อคด้วย เขาชื่อ &#8220;ปราชญ์&#8221; ครับ</p>
<p>ธร</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/8december.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/8december.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/8december.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/8december.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/8december.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/8december.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/8december.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/8december.wordpress.com/4/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=8december.wordpress.com&amp;blog=15499535&amp;post=4&amp;subd=8december&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://8december.wordpress.com/2010/08/30/8-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="https://secure.gravatar.com/avatar/45a6019c4978088277a9655afc610b7e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">kratainoi</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
